วันวาน เก่าเก่าที่คิดถึง

วันวาน เก่าเก่าที่คิดถึง เพจเรื่องราวเก่าเก่าในอดีตที่ผ่าน

 #สถานีรถไฟปากคลองสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในอดีตเป็นสถานีต้นทางของทางรถไฟสายแม่กลอง ตั้งอยู่บริเวณตลาดปากคลองสาน เขตคลองสา...
13/09/2026

#สถานีรถไฟปากคลองสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5
ในอดีตเป็นสถานีต้นทางของทางรถไฟสายแม่กลอง ตั้งอยู่บริเวณตลาดปากคลองสาน เขตคลองสาน เดิมมีทางรถไฟเชื่อมกับท่าแพขนานยนต์ เพื่อใช้ขนส่งขบวนรถ และหัวรถจักรไปซ่อมบำรุงทีสถานีรถไฟบางกอกน้อย หรือสถานีรถไฟมักกะสัน

สถานีรถไฟปากคลองสานเปิดให้ประชาชนใช้งานตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้นทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิดเส้นทางปากคลองสาน-มหาชัย เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินประทับรถไฟพระที่นั่ง ผ่านทางรถไฟสายนี้เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) เพื่อทรงทำพิธีเปิดถนนถวาย ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

สถานีรถไฟปากคลองสานหยุดการใช้งานมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2504 สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ให้ยกเลิกเส้นทางช่วงปากคลองสาน-วงเวียนใหญ่ โดยรางรถไฟยังคงอยู่ แต่ราดยางมะตอยทับไว้ใต้พื้นถนน กลายเป็นถนนเจริญรัถ ส่วนตัวอาคารสถานีได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว
ที่มา : ลุงทนาย

พวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ที่ดูเด่นที่สุดในภาพนี้คือของโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย คือใหญ่มาก  #ภาพจากฟิล์มต้นฉบับ ...
12/09/2026

พวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ที่ดูเด่นที่สุดในภาพนี้คือของโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย คือใหญ่มาก

#ภาพจากฟิล์มต้นฉบับ
#ห้องภาพสมวิจิตร
#อุเทนถวาย

📷 ……… 🎞️
สงวนลิขสิทธิ์ ©ห้องภาพสมวิจิตร
สามารถนำไปใช้เผยแพร่ได้โดยไม่ลบลายน้ำ🙏😊

10/09/2026

"พระพุทธสิหิงค์" พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพฯ
ตากล้อง: Songpon Pancharoen
https://web.facebook.com/songpon.pancharoen

09/09/2026
ภาพนาทีชีวิตในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) เมื่อทหารเรือเยอรมันที่รอดชีวิตลอยคออยู่ในทะเลที่บ้าคลั่ง กำลังพยา...
06/09/2026

ภาพนาทีชีวิตในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) เมื่อทหารเรือเยอรมันที่รอดชีวิตลอยคออยู่ในทะเลที่บ้าคลั่ง กำลังพยายามปีนตาข่ายและเชือกขึ้นสู่ดาดฟ้าเรือลาดตระเวนหนัก HMS Dorsetshire ของอังกฤษ เพื่อเอาชีวิตรอดหลังจากเรือประจัญบาน Bismarck จมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก

Bismarck คือสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของกองทัพเรือเยอรมันในเวลานั้น ด้วยความยาวกว่า 250.5 เมตร และระวางขับน้ำสูงสุดกว่า 50,000 ตัน พร้อมอาวุธปืนใหญ่ขนาด 380 มม. มันถูกปล่อยลงน้ำในปี 1939 (พ.ศ. 2482) โดยมีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 เรือ Bismarck ได้ออกปฏิบัติการรบครั้งแรกและครั้งเดียวในชื่อ Operation Rheinübung เพื่อมุ่งหน้าไปทำลายกองเรือขนส่งเสบียงของฝ่ายสัมพันธมิตร

มันเปิดฉากการรบได้อย่างน่าสะพรึงกลัวในยุทธนาวีที่ช่องแคบเดนมาร์ก เมื่อเรือ Bismarck ยิงกระสุนเจาะคลังแสงของเรือ HMS Hood ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของอังกฤษจนระเบิดและจมลงในเวลาเพียง 3 นาที มีผู้รอดชีวิตเพียง 3 คนจากพันกว่าคน เหตุการณ์นี้ทำให้วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษโกรธแค้นมากและสั่งระดมกำลังพลครั้งใหญ่ด้วยคำสั่งเด็ดขาดว่า "จมบิสมาร์กซะ!" (Sink the Bismarck!)

กองทัพเรืออังกฤษส่งเรือรบกว่า 40 ลำพลิกผืนน้ำออกไล่ล่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในคืนวันที่ 26 พฤษภาคม 1941 เมื่อเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโดแบบ Swordfish จากเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Ark Royal โจมตีโดนหางเสือของเรือ Bismarck จนขัดข้อง ทำให้เรือทำได้เพียงแล่นวนเป็นวงกลมและหนีไปไหนไม่ได้อีก

เช้าวันที่ 27 พฤษภาคม กองเรืออังกฤษรุมกระหน่ำยิง Bismarck กว่า 2,800 นัด ปืนทุกกระบอกของ Bismarck ถูกทำลายจนหมดสิ้น ทหารเยอรมันตัดสินใจเปิดวาล์วน้ำทะเลและจุดระเบิดทำลายเรือตัวเองเพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือศัตรู เรือยักษ์จมลงพร้อมชีวิตลูกเรือกว่า 2,100 คน และมีผู้รอดชีวิตที่ขึ้นมาจากน้ำได้เพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น การอับปางของเรือ Bismarck ไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่กองทัพนาซี แต่ยังเปลี่ยนทิศทางของสงครามทางเรือให้เยอรมนีต้องหันไปพึ่งพาการใช้ เรือดำน้ำ U-boat อย่างเต็มตัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

* การช่วยเหลือนี้ทำได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เพราะหลังจากช่วยทหารเยอรมันขึ้นมาได้ราวร้อยกว่าคน ทหารเรืออังกฤษที่อยู่บนดาดฟ้าสังเกตเห็นสิ่งที่คาดว่าเป็น กล้องตาเรือ (Periscope) ของเรือดำน้ำ U-boat เยอรมัน กัปตันเรืออังกฤษจึงต้องสั่ง ยุติการช่วยเหลือทันที และรีบเร่งเครื่องหนีออกจากพื้นที่ตามกฎการระวังภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เรือของฝ่ายตนเองถูกยิงตอร์ปิโด ส่งผลให้ทหารเยอรมันอีกหลายร้อยนายที่เหลือต้องถูกทิ้งไว้ในมหาสมุทร

📸🙏ภาพ และข้อมูล : warthunder wiki / [History] The Story Of A Legend - From Bismarck‘s Construction To Her Sinking, wikipedia / Last battle of Bismarck
#เรื่อยเปื่อยเดย์

06/09/2026

📜 **ภาพถ่ายประวัติศาสตร์กรุงเทพมหานคร เมื่อกว่า 160 ปีก่อน**
🌊 **“เวนิสแห่งตะวันออก” กับวิถีชีวิตริมแม่น้ำเจ้าพระยา**

ภาพถ่ายเก่าแก่ภาพนี้พาเราย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศของ **กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4** ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองหลวงของสยามกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่

ในเวลานั้น **แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้เป็นเพียงแม่น้ำสายสำคัญ แต่เปรียบเสมือน “ถนนสายหลัก” ของกรุงเทพฯ** ผู้คนใช้แม่น้ำและคลองในการเดินทาง ติดต่อค้าขาย ขนส่งสินค้า และดำรงชีวิตประจำวัน

🏠 **เรือนแพและบ้านริมน้ำ**

สิ่งที่สะดุดตาในภาพคือบรรดาเรือนแพและสิ่งปลูกสร้างที่เรียงรายอยู่ตามริมฝั่ง สะท้อนรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในยุคที่ชีวิตยังผูกพันกับสายน้ำอย่างแนบแน่น

บ้านริมน้ำจำนวนไม่น้อยไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่ยังทำหน้าที่เป็นร้านค้าและสถานประกอบการขนาดเล็ก ผู้คนสามารถซื้อขายสินค้าและติดต่อกันได้โดยใช้เรือเป็นพาหนะ

🚣 **สายน้ำคือเส้นทางชีวิต**

บนแม่น้ำจะพบเรือหลากหลายรูปแบบ ทั้งเรือพาย เรือโดยสาร และเรือบรรทุกสินค้า แล่นสวนกันไปมา

สำหรับชาวกรุงเทพฯ ในเวลานั้น การเดินทางทางน้ำเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง แม่น้ำและคลองจึงเปรียบเสมือนเครือข่ายถนนที่เชื่อมโยงบ้าน วัด ตลาด ชุมชน และพื้นที่ค้าขายเข้าด้วยกัน

จนชาวตะวันตกในยุคนั้นขนานนามกรุงเทพฯ ว่า
🇹🇭 **“Venice of the East” — เวนิสแห่งตะวันออก**
เนื่องจากเมืองมีเครือข่ายแม่น้ำและคลองจำนวนมาก และผู้คนจำนวนมากดำรงชีวิตอยู่กับสายน้ำ

⚓ **กรุงเทพฯ เมืองท่าที่กำลังเปิดสู่โลก**

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรือขนาดใหญ่และเรือใบของชาวต่างชาติที่ปรากฏในภาพ ซึ่งสะท้อนบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

เหตุการณ์สำคัญก่อนหน้าภาพถ่ายชุดนี้คือ **สนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398** ซึ่งสยามลงนามกับอังกฤษในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 และถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อการค้าระหว่างสยามกับต่างประเทศ

📷 **ช่างภาพชาวตะวันตกกับการบันทึกกรุงเทพฯ**

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่บันทึกภาพกรุงเทพฯ ในช่วงเวลานี้คือ **John Thomson** ช่างภาพชาวสกอตแลนด์ ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2408 และได้ถ่ายภาพภูมิประเทศ ผู้คน และราชสำนักสยาม รวมถึงภาพแม่น้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพฯ จากบริเวณวัดอรุณราชวราราม

ภาพถ่ายเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “ภาพเก่า” แต่เป็นเสมือน **หน้าต่างที่เปิดให้คนรุ่นปัจจุบันมองย้อนกลับไปเห็นกรุงเทพฯ เมื่อกว่า 160 ปีก่อน**

เราได้เห็นทั้งบ้านเรือน เรือ ผู้คน แม่น้ำ การค้าขาย และสภาพเมืองที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ในวันนี้อย่างมาก

จากเมืองที่ครั้งหนึ่ง
🌊 **“มีแม่น้ำและคลองเป็นถนน”**
🚣 **“มีเรือเป็นพาหนะหลัก”**
🏠 **“มีเรือนแพเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน”**

ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเข้าสู่กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่มีถนน อาคาร และระบบคมนาคมสมัยใหม่อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ภาพเพียงภาพเดียว จึงสามารถบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนและการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ได้มากกว่าที่เราคิด

📸 **ภาพประวัติศาสตร์ : วิถีชีวิตริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ ในอดีต**
📚 ข้อมูลประกอบจากแหล่งข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และภาพถ่ายร่วมสมัย

#ภาพถ่ายประวัติศาสตร์
#กรุงเทพฯในอดีต
#แม่น้ำเจ้าพระยา
#เวนิสแห่งตะวันออก
#รัชกาลที่4
#พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

#วิถีชีวิตริมน้ำ
#เรือนแพ
#ประวัติศาสตร์ไทย

https://www.facebook.com/share/p/1Dni4PTKP9/
06/09/2026

https://www.facebook.com/share/p/1Dni4PTKP9/

หน้าต่างริมสวน (2)
3 กันยายน 69
“จีไอกับพัทยา”
..ทหารจีไอยุคนั้นคลั่งไคล้กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor) มากๆ พวกเขาเปลี่ยนหาดเงียบๆ ให้กลายเป็นสนามเล่นกระดานโต้คลื่น, เจ็ทสกี, การแล่นเรือใบ และการออกไปตกปลาทะเลลึก...

นึกภาพพัทยาในหัวตอนนี้… ภาพของคุณคืออะไร?
ตึกสูงเสียดฟ้า, ผับบาร์ที่เปิดไฟวิบวับ, ถนน Walking Street หรือทะเลที่เต็มไปด้วยสปีดโบ๊ตและเจ็ทสกีซิ่งกันให้ควั่ก? 🌊✨
แต่เชื่อไหมว่า... ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน พัทยาไม่ได้มีอะไรแบบนี้เลย เมืองนี้เป็นเพียง “หมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบ” ที่มีแต่ต้นมะพร้าว หาดทรายขาว และเรือไม้เก่าๆ ของชาวบ้านเท่านั้น
จุดเปลี่ยนที่พลิกโฉมพัทยาให้กลายเป็น ‘หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก’ มีเบื้องหลังที่น่าทึ่งมาก เพราะมันขับเคลื่อนด้วย "ภาพยนตร์ฮอลลีวูด" และ "สงครามเย็น" ! 🎯

สะพานเชื่อมวัฒนธรรมยุค จอมพล ป….

เรื่องนี้ต้องย้อนไปไกลถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ประเทศไทยเลือกจับมือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์
ความร่วมมือในวันนั้นไม่ได้มาแค่เรื่องทหารหรืออาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่มันมาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า "ซอฟต์พาวเวอร์" ยุคแรก นั่นคือ "วัฒนธรรมอเมริกัน" และ "ภาพยนตร์ฮอลลีวูด" ผ่านการทำงานของสำนักงานข่าวสารอเมริกัน (USIS) 🎥
ยุคนั้นมีการจัดฉาย "หนังกลางแปลง" หรือ "หนังขายยา" ไปทั่วประเทศ คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับดนตรีร็อกแอนด์โรล แฟชั่นกางเกงยีนส์ และวิถีชีวิตแบบฝรั่งจากบนแผ่นฟิล์ม
ในทางกลับกัน ภาพยนตร์และสารคดีท่องเที่ยวที่ผลิตโดยสื่ออเมริกัน ก็ส่งภาพความสวยงาม ความแปลกใหม่ และมิตรภาพของเมืองไทยกลับไปฉายให้คนในสหรัฐฯ ได้เห็นเช่นกัน จนประเทศไทยกลายเป็น "ดินแดนในฝัน" ที่น่ามาเยือนของคนฝั่งนู้น

🏄 เมื่อ GI มองหาที่ ‘ปล่อยจอย’ และเล่นกีฬา…

พอเข้าสู่ช่วงสงครามเวียดนาม ทหารอเมริกัน (GI) จำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาปักหลักในไทย โดยมีศูนย์กลางใหญ่อยู่ที่ "สนามบินอู่ตะเภา" จังหวัดชลบุรี
ด้วยความเครียดจากการรบ ทหารหนุ่มเหล่านี้จึงต้องการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือที่เรียกว่า R&R (Rest & Recreation) และด้วยภาพจำความสวยงามของทะเลไทยที่เคยผ่านตาจากสื่อฮอลลีวูด... หวยจึงมาตกที่ “พัทยา” ซึ่งอยู่ใกล้ฐานทัพที่สุด! 📍

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทหารจีไอยุคนั้นคลั่งไคล้กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor) มากๆ พวกเขาเปลี่ยนหาดเงียบๆ ให้กลายเป็นสนามเล่นกระดานโต้คลื่น, เจ็ทสกี, การแล่นเรือใบ และการออกไปตกปลาทะเลลึก
ชาวบ้านพัทยายุคนั้นหัวไวสุดๆ! รีบดัดแปลงเรือประมงของตัวเองมาเป็นเรือพานักท่องเที่ยวไปซิ่ง เกิดเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแนวสปอร์ตและนันทนาการยุคแรกเริ่มของเมือง

🎸 เนรมิต "บ้านเกิด" ไว้ริมชายหาดไทย...

เพื่อตอบสนองความโหยหาบ้านเกิดและเงินดอลลาร์ที่สะพัด พัทยาจึงเริ่มปรับตัวตามวัฒนธรรมป็อปของอเมริกาอย่างรวดเร็ว บาร์เบียร์ คลับ แสงสีเสียงเปิดเพลงของ Elvis Presley หรือวง The Beatles ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อต้อนรับทหารฝรั่ง รวมถึงอาหารลูกครึ่งอย่าง “ข้าวผัดอเมริกัน” และ “American Breakfast” ก็ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้เอง

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้ทหารจีไอจะถอนทัพกลับประเทศไปนานแล้ว แต่ "ดีเอ็นเอ" แห่งความบันเทิง กีฬาทางน้ำ และแสงสีเสียงที่ฮอลลีวูดและสงครามเย็นเคยฝังไว้ ก็ยังคงอยู่และทำให้พัทยากลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ไม่เคยหลับใหลมาจนถึงทุกวันนี้ครับ 🌴✨

👉 อ่านจบแล้วคิดยังไงกันบ้าง? ใครเคยมีโอกาสไปพัทยายุคเก่าๆ หรือมีภาพจำของพัทยาครั้งแรกตอนปีไหนกันบ้าง? มาคอมเมนต์แชร์ความทรงจำกันหน่อยครับ! 👇

"บางคนบอกว่าต่อให้ไม่มี GI ด้วยทำเลที่ใกล้กรุงเทพฯ พัทยาก็ต้องโตอยู่ดีเหมือนบางแสน เหมือนหัวหิน แต่อาจจะโตไปในแนวพักผ่อนครอบครัวมากกว่าสายแสงสี... คิดแบบไหนกันบ้างครับ?"

การแข่งขันจักรยานใน "งานฉลองรัฐธรรมนูญ" หลังสงครามโลกครั้งที่2 ถือเป็นงานมหกรรมแห่งชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง โดยในงา...
03/09/2026

การแข่งขันจักรยานใน "งานฉลองรัฐธรรมนูญ"
หลังสงครามโลกครั้งที่2 ถือเป็นงานมหกรรมแห่งชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง โดยในงานจะมีการจัดแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ณ ท้องสนามหลวง เพื่อความบันเทิงของประชาชน ซึ่งมีการบรรจุ การแข่งขันจักรยาน 2 ล้อ และจักรยาน 3 ล้อ รวมอยู่ด้วย

ไว้จะเอารถ3ล้อมาให้ชมกันติดตามเพจไว้นะครับ

#ภาพจากฟิล์มต้นฉบับ
#ห้องภาพสมวิจิตร

📷 ……… 🎞️
สงวนลิขสิทธิ์ ©ห้องภาพสมวิจิตร
สามารถนำไปใช้เผยแพร่ได้โดยไม่ลบลายน้ำ

 #ย้อนตำนาน▪️ผีเปรตอาจารย์กู้▪️ผีเปรตอาจารย์กู้ แห่งคำชะโนด คดีข่าวดังสะเทือนคนไทยทั้งประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2543 ก่อนจะถูกจ...
01/09/2026

#ย้อนตำนาน

▪️ผีเปรตอาจารย์กู้▪️

ผีเปรตอาจารย์กู้ แห่งคำชะโนด คดีข่าวดังสะเทือนคนไทยทั้งประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2543 ก่อนจะถูกจับได้ว่าเป็นผีเปรต "ลวงโลก"

ในเดือนเมษายน ปีพ.ศ.2543 เกิดข่าวฮือฮาสะเทือนคนไทยทั้งประเทศ เมื่อมีการนำเสนอภาพถ่ายบุคคลรูปร่างสูงยาว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเปรตที่มาปรากฎกายให้เห็นในคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

ภาพถ่ายนี้ หากดูในปัจจุบัน เราคงฟันธงได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่านี่คือภาพที่ถูกจัดแต่งขึ้น ไม่น่าใช่ผีเปรตแน่ๆ แต่หากย้อนกลับไปสักยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ภาพถ่ายนี้กลับทำให้คนบางกลุ่มเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่านี่แหละคือ "เปรตตัวจริง"

รูปถ่ายบุคคลสูงยาว นุ่งผ้าสีดำ กางมือออกข้าง เป็นรูปที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนั้น โดยเฉพาะบุคคลสำคัญที่น่าเชื่อถืออย่าง พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดังด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ลงทุนไปถ่ายภาพชุดนี้ด้วยตัวเอง และยืนยันว่าเปรตมีจริงตามคัมภีร์พระไตรปิฎก รวมไปถึงพระพยอม กัลยาโณ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้เช่นกัน โดยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นเปรตที่อาศัยอยู่ในคำชะโนดจริงๆ

เมื่อบุคคลที่น่าเชื่อถือออกมาให้ความเห็นแบบนี้ ส่งผลให้กระแสความเชื่อเกี่ยวกับเปรตได้รับความนิยมจากประชาชนทันที โดยสื่อหลักต่างประโคมข่าวถึงเรื่องนี้กันอย่างยกใหญ่ ด้วยเหตุที่ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกภาพเปรตแบบได้แบบชัดๆ และภาพนี้จะทำให้ผู้คนเข้าหาพระพุทธศาสนามากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะกับงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาพอดี จึงได้มีการนำเสนอเรื่องเปรต โดยการเทศนา ณ ท้องสนามหลวงต่อหน้าประชาชน ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำกระแสเรื่องเปรตที่คำชะโนดเข้าไปอีก จนทำให้ประชาชนเริ่มหลงเชื่อว่า "เปรตที่คำชะโนด" อาจมีอยู่จริงก็ได้

แต่แน่นอน เมื่อมีคนเชื่อก็ย่อมมีคนไม่เชื่อ และนั่นส่งผลให้การพิสูจน์ได้เริ่มต้นขึ้น โดยนำภาพถ่ายดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพจากทีมงานสารคดีช่องส่องโลกตรวจสอบ ซึ่งผลสรุปที่ได้กลับออกมาสวนกระแสสังคม เพราะผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันว่ารูปถ่ายดังกล่าว เป็นรูป "หลอกลวง"

มาถึงตอนนี้ กระแสสังคมเริ่มมึนงงกันแล้ว ประชาชนต่างสับสนว่าความจริงคืออะไรกันแน่ ตกลงนี่เป็นเปรตของจริงหรือของปลอม เพราะขนาดพระและผู้มีการศึกษาหลายคนยังบอกว่าเป็นของจริงอยู่เลย และที่สำคัญมันเกิดคำถามขึ้นมาว่า "ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายนี้?"

พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ผู้ที่ยืนยันว่าเปรตมีจริงได้ออกมายอมรับว่า "ตนได้ไปพิสูจน์ที่คำชะโนดเรื่องผีเปรตพร้อมกับอาจารย์ผู้มีวิชาท่านหนึ่ง โดยมีเจตนาเพียงต้องการให้คนเชื่อเรื่องบาป บุญ คุณโทษเท่านั้น" หลังจากพ.อ.นพ.พงศักดิ์ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนี้ บุคคลผู้ต้องสงสัยจึงถูกชักโยงไปถึงอาจารย์ที่พ.อ.นพ.พงศักดิ์ได้กล่าวถึง ซึ่งอาจารย์ผู้นั้นได้ทราบว่าคือ "อาจารย์กู้"

อาจารย์กู้ คือชื่อของพระผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีอภิญาณวิเศษ สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ รักษาโรคให้หายได้หมด ศิษย์ของอาจารย์กู้ล้วนเป็นข้าราชการระดับสูงทั้งทหารยศใหญ่ รวมไปถึงระดับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย คือมีแต่ผู้ที่ดูน่าเชื่อถือทั้งนั้น นั่นจึงทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์กู้เป็นที่โด่งดังมาก

แต่พออาจารย์กู้มาตกเป็นข่าวแบบนี้ การเปิดโปงจึงได้เริ่มต้นขึ้น โดยตำรวจกองปราบปรามได้อาศัยพยานหลังฐานทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ว่านี่คือการลวงโลกจริงหรือไม่ จนสุดท้ายได้นำมาสู่การจับกุมของตำรวจในที่สุด

อาจารย์กู้ถูกจับกุมหลังจากมีชาวบ้านมาแจ้งความไว้ โดยอ.กู้ ได้ปฏิเสธข้อหา ฉ้อโกงทรัพย์ แต่วันต่อมา นายตำรวจระดับสูง ได้นำตัว “อาจารย์กู้” มาท้าพิสูจน์ว่าถ้าหากมีอิทธิฤทธิ์จริง ให้เสกก้อนดินที่อยู่ในมือให้เป็นอะไรก็ได้ตามที่อาจารย์กู้ต้องการ

การแสดงปาฏิหาริย์ครั้งนี้ คือการเดิมพันชีวิตของอาจารย์กู้ ลูกศิษย์หลายคนต่างเชื่อมั่นว่าอาจารย์กู้เป็นผู้วิเศษจริง แต่ในขณะที่หลายคนต่างอยากพิสูจน์ว่าบุคคลผู้นี้จะใช่ของจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

การแสดงปาฏิหาริย์ได้เริ่มต้นขึ้น อาจารย์กู้เปลี่ยนชุดธรรมดามาเป็นชุดนุ่งขาวห่มขาว ในขณะที่สื่อมวลชนต่างรอดูอย่างใจจดใจจ่อ อาจารย์กู้เริ่มทำพิธี มีการนำธูปกำใหญ่ๆ มาลนมือตนเอง ก่อนที่จะเริ่มเสกก้อนดินที่อยู่ในมือของนายตำรวจ

แต่สุดท้ายแล้ว ปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริง ก้อนดินที่อยู่ในมือตำรวจ อาจารย์กู้เสกมา 4 รอบแล้ว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น และนั่นก็นำไปสู่การตัดสินของสังคมทันทีว่า แท้จริงแล้ว นี่ก็เป็นแค่การลวงโลกเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรวิเศษอย่างที่คนเขาเล่าลือเลย

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนที่สะท้อนถึงความเชื่อและความงมงายของคนไทย ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ก็ยังมีการหลอกลวงแบบนี้อยู่เรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามขึ้นว่า เมื่อไหร่กันที่สังคมไทยจะก้าวพ้นเรื่องพวกนี้ไปได้สักที ซึ่งเรื่องที่ว่าไม่ใช่เรื่องของความเชื่อว่าเปรตจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่มันคือเรื่องของการใช้ "เหตุผล" และ "ปัญญา" ในการไตร่ตรองก่อนที่เราจะปักใจเชื่อสิ่งใด เพื่อไม่ให้หลงเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี

ปล.ปัจจุบันอาจารย์กู้ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติและกลับตัวกลับใจ พร้อมสำนึกผิดต่อสิ่งที่ทำมาทั้งหมดแล้ว โดยทางเราหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนให้ใครหลายคนได้ไม่มากก็น้อย

#นักเลงโต
ที่มา : สมองจ๋า

ที่อยู่

Bang Kapi

เบอร์โทรศัพท์

0852113356

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วันวาน เก่าเก่าที่คิดถึงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์