Poomprat Yanothai

Poomprat Yanothai Hello! my name is Poomprat. A passionate freelance Sound engineer , Musician and Production crew based in Thailand and world services. I'm Poomprat Yanothai.

Wellcome to my official page and thank for your support.

16/05/2026

ข้อความนี้คือการเคลื่อนไหวครั้งแรกของเพจในรอบหลายปี ซึ่งผมมีความตั้งใจอยากจะมาอัปเดตเรื่องราวและทิศทางใหม่ให้ทุกคนทราบครับ

​ผม ภูมิปรัชญ์ ญาโณทัย (Poomprat Yanothai) ขอขอบคุณทุก ๆ คนที่ให้เกียรติติดตามเพจนี้มากว่า 15 ปี หลายคนน่าจะรู้จักผมในฐานะ "มือกลอง" จากผลงาน Drum Cover บนแพลตฟอร์ม YouTube เพจนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่ที่เราได้พูดคุยกันเรื่องดนตรีมาโดยตลอด ประสบการณ์และการสนับสนุนที่ได้รับจากทุกคนในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ผลักดันให้ผมเติบโตและก้าวเข้าสู่สายอาชีพในปัจจุบัน แม้จะไม่ได้ทำงานดนตรีโดยตรงแล้วก็ตาม
​ปัจจุบันผมได้เข้ามาทำงานด้าน Filming Production อย่างเต็มตัว ซึ่งถือเป็นบ้านหลังใหม่และเส้นทางหลักของตัวผม จากประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมาระยะหนึ่งจนเริ่มตกตะกอน ผมจึงตั้งใจอยากจะนำเรื่องราว ความรู้ และประสบการณ์ในสายงานนี้มาแบ่งปันพร้อมทั้งยังคงแฝงเรื่องราวทางดนตรีไปด้วย โดยจะใช้เพจนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเดินทางครั้งใหม่
​ในฐานะผู้ดูแลเพจ ผมจึงอยากแจ้งถึงการเปลี่ยน แปลงนี้ให้ทุกคนทราบล่วงหน้า เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้ติดตามทุกคนครับ ทั้งนี้ ผมขอยืนยันว่าเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอต่อจากนี้ จะยังคงรักษามาตรฐานของความสร้างสรรค์และเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแน่นอน

​ขอขอบคุณที่ยังเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะครับ
​ภูมิปรัชญ์ ญาโณทัย
16 May 2026

สวัสดีครับ นานๆทีจะได้มาพบปะทุกคนเหมือนวันเก่า พอดีวันนี้มีการแจ้งเตือนจากเมื่อ 10 ปีที่อบอุ่นมาให้เห็น เลยอยากจะเอามาฝา...
02/10/2022

สวัสดีครับ นานๆทีจะได้มาพบปะทุกคนเหมือนวันเก่า พอดีวันนี้มีการแจ้งเตือนจากเมื่อ 10 ปีที่อบอุ่นมาให้เห็น เลยอยากจะเอามาฝาก

" แชร์ให้ตัวเองรู้ว่าสมัยตอนยังทำ Drum Cover Poomprat Yanothai สุดจะจริงจังมาก วางมุมกล้องแน่นอนของแต่ละเพลง เพื่อซัพพอร์ทการเก็บภาพความโดดเด่นของแต่ละเพลง เซ็ทอัพกลอง ตารางการซ้อม ทุกอย่างถูกวางแผนหมด (ดีเท่าที่เด็กม.ปลายจะทำได้)

สนุกมาก เป็นประสพการชีวิตและพื้นฐานของอาชีพในทุกวันนี้เลย ขอบคุณทุกอย่างจริงๆ "

วันนี้ขอมาใน Content ไมโครโฟนใน พิธีสาบานตน ประธานาธิบดีสหรัฐ ของนาย Joseph Robinette Biden Jr. ไมโครโฟน คือ ตัวแปรสำคัญ...
21/01/2021

วันนี้ขอมาใน Content ไมโครโฟนใน พิธีสาบานตน ประธานาธิบดีสหรัฐ ของนาย Joseph Robinette Biden Jr.

ไมโครโฟน คือ ตัวแปรสำคัญในงานเสียง วันนี้มาส่องกันดีกว่าว่างานระดับโลกงานนี้เค้าใช้ไมค์อะไรกันบ้างครับ

“พี่ๆขอมอร์นิเตอร์ขึ้นหน่อย”สวัสดีครับ...วันนี้ผมจะมานำเสนอมวยคู่เอกสักคู่หนึ่งให้ทุกคนได้ชมกัน ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันขอ...
28/06/2020

“พี่ๆขอมอร์นิเตอร์ขึ้นหน่อย”

สวัสดีครับ...
วันนี้ผมจะมานำเสนอมวยคู่เอกสักคู่หนึ่งให้ทุกคนได้ชมกัน ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันของสองผู้ยิ่งใหญ่บนเวที ที่จัดได้ว่ามีผลต่อตัวนักดนตรีและความไหลลื่นในการแสดงเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ “In Ear Monitor” และ “Monitor Speaker” เราจะมาทำความรู้จักกันว่าเจ้าสองสิ่งนี้คืออะไร ทำหน้าที่อะไร แตกต่างกันที่ตรงไหนและเราควรเลือกใช้งานยังไง

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้ก่อนดีกว่าครับ เชื่อว่าหลายๆคนคงมีประสบการณ์กับการชมดนตรีสด ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กบ้างงานใหญ่บ้าง สำหรับในมุมของผู้ฟังนั้นสิ่งที่ทำให้พวกเขาได้ยินเสียงที่นักดนตรีกำลังบรรเลงอย่างดุเดือดอยู่บนเวทีก็คือ “PA System” หรือเรียกภาษาง่ายๆก็คือชุดลำโพงหลักครับ ซึ่งก็มีหน้าที่ขยับขยายเสียงให้ดังขึ้นและกระจายออกไปยังพื้นที่ต่างๆที่ผู้ฟังอยู่ โดยก็จะมีเทคนิคมากมายหลายแบบในการใช้งานแตกต่างกันไปตามแต่ทีมงานจะออกแบบ ซึ่งในมุมของตัวนักดนตรีเมื่อพวกเขาต้องขึ้นเล่นบนเวที สิ่งที่มันต่างออกไปจากเวลาอยู่ในห้องซ้อมก็คือ ขนาดพื้นที่ใหญ่ขึ้นทำให้เสียงจากเครื่องดนตรีของแต่ละคน ไม่สามารถส่งเสียงได้ดังพอที่จะทำให้ทุกๆคนในวงได้ยินกันเอง และนั่นคือปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งเลยในการเล่นดนตรีสด เพราะ เมื่อเราไม่ได้ยินเสียงของคนอื่นในวง จะทำให้นักดนตรีไม่สามารถควบคุมจังหวะได้ดี ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครกำลังเล่นอะไรหรือร้ายที่สุดอาจไม่ได้ยินเสียงที่ตัวเองกำลังเล่นเสียด้วยซ้ำ โดยปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไขโดยการคิดค้นลำโพงประเภทหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ “Monitor Speaker” ซึ่งมีหน้าที่คอยแสดงเสียงต่างๆที่นักดนตรีต้องการออกมาให้พวกเขาได้ยิน เพื่อให้ง่ายต่อการแสดงสดของพวกเขา

แต่เดิมนักดนตรีอาศัยการฟังบนเวทีผ่านลำโพงที่เรียกว่า “Monitor Speaker” (หรือเรียกเฉพาะลงไปอีก คือ Stage Monitor) ซึ่งก็มีหน้าตารูปร่างแตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ ความแม่นยำของเสียง ความทนทานก็แตกต่างกันไปตามราคา โดยมันยังคงทำหน้าที่นี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายๆอย่างที่เหมือนเงาตามตัว นั่นเองคือสิ่งที่นักดนตรีรวมทั้งเหล่า Technical ต่างรอคอยสิ่งประดิฐอะไรสักอย่างที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ จนอยู่มาวันหนึ่งจึงมีการคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า “In Ear Monitor” หรือ “IEM” ขึ้นมา มันคือหูฟังชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก สามารถเสียบเข้าไปในหูได้อย่างกระชับและแนบเนียน ถือเป็นการเปิดประตูบานใหม่ของวงการดนตรีสดเลยก็ว่าได้
..Monitor Speaker VS In Ear Monitor...
ทั้งสองอย่างล้วนมีจุดร่วมทางด้านหน้าที่ที่เหมือนกัน คือ ทำให้นักดนตรีได้ยินเสียงตัวเองและเสียงของเพื่อนๆในวง เพื่อความไหลลื่นในการเล่นดนตรีสด แต่ทั้งคู่ก็มีเอกลักษณ์ ข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกันไปดังนี้

Monitor Speaker
สำหรับลำโพง Monitor ลักษณะโดยทั่วไปจะเป็นลำโพงที่วางอยู่กับพื้น แหงนหน้าเพื่อเปิดองศากระจายเสียงเข้าหาตัวนักดนตรี สังเกตได้ง่ายๆมันคือลำโพงที่วางอยู่หน้านักดนตรีนั่นแหละครับ แต่ก็จะมีรูปแบบอื่นๆอีกบ้าง เช่น Side Fill Monitor คือ ลำโพงที่จะวางอยู่ซ้าย-ขวาของเวทีหันเข้าด้านข้างของนักดนตรี หรือ Monitor ของมือกลองที่จะมีการเสริม Sub Bass เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มย่านเสียงความถี่ต่ำสำหรับแสดงเสียง Bass Drum เป็นต้น แต่วันนี้จะขอพูดถึงแต่กรณีของ Monitor Speaker ทั่วๆไปหรือ Floor Monitor กันก่อน เพราะ พบเจอได้ง่ายและบ่อยที่สุด
ข้อดี
- ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก มีราคาให้เลือกหลากหลาย หลักการพื้นฐานคล้ายกับลำโพงทั่วๆไป (บางทีก็ใช้ตู้ 12”, 15” มาวางเป็น Monitor เลยก็มี)
- นักดนตรีฟังแล้วรู้สึกเป็นธรรมชาติกว่า ไม่ต้องปรับตัวมาก เสียงเหมือนฟังลำโพงปกติ
- สะดวกในการปรับแต่งเสียงได้ง่าย เพราะ คนปรับและคนฟัง ได้ยินเสียงจากลำโพงใบเดียวกัน
- นักดนตรีไม่ต้องเตรียมไปเอง เพราะ Monitor Speaker ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์มาตรฐานที่ทางเครื่องเช่าต้องเตรียมไปให้นักดนตรีใช้งานที่หน้างาน
ข้อเสีย
- น้ำหนักมาก มีขนาดใหญ่และการจะกระจายเสียงให้ครบทุกตำแหน่งและครอบคลุมจุดต่างๆ อาจต้องใช้ลำโพงนับสิบๆใบ
- ลำโพงไม่สามารถขยับตามนักดนตรีได้ ทำให้เวลานักดนตรีขยับตัวออกจากมุมของลำโพง จึงทำให้คุณภาพการฟังลดลงไป
- หากวางในตำแหน่งที่ไม่ดีหรือตั้งค่าไม่ถูกต้อง อาจเกิดการ Feedback หรือการหอนได้
- หากเปิดความดังมากเกินไป อาจรบกวนไปยังนักดนตรีคนอื่นหรือรบกวนเข้าไปยังไมโครโฟนได้ในบางกรณี
- มีนักดนตรีจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาจากการฟัง Monitor Speaker ดังเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อหู
- ในปัจจุบันวงดนตรีจำนวนไม่น้อยที่มีการแสดงสดไปพร้อมกับการเปิด Data หรือ MD ซึ่งจะมีการใส่เสียง Metronome มาด้วยสำหรับให้จังหวะ กรณีนี้จึงไม่สามารถเปิดฟังผ่าน Monitor Speaker ได้
**แต่ทั้งนี้ข้อดีและข้อเสียต่างๆอาจมีข้อปลีกย่อยและแตกต่างกันไปบ้างในบางกรณี แต่โดยรวมแล้วก็จะมีเอกลักษณ์ประมาณนี้ครับ

In Ear Monitor หรือ IEM
ถ้านึกภาพไม่ออกว่าหน้าตาเป็นยังไง ให้นึกถึงเวลาเราดูคอนเสิร์ตหรือเห็นภาพถ่ายจากคอนเสิร์ต แล้วนักดนตรีใส่หูฟังอยู่ที่หู นั่นแหละครับคือสิ่งที่เรากำลังพูดถึง ลักษณะการใส่เข้าไปในรูหูก็จะเหมือนหูฟัง In Ear ทั่วๆไป แต่จะต่างกันที่ทรงของตัวหูฟังจะแนบสนิทและเข้าไปอยู่ในตัวหูมากกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกและไม่เกะกะนักดนตรีเวลาทำการแสดง นอกจากนี้ In Ear Monitor ยังแบ่งย่อยลงไปได้อีก 2ประเภท ตามลักษณะภายนอก คือ Universal In Ear Monitor (UIEM) หรือหูฟัง IEM ที่มี Body ขนาดมาตรฐานจากโรงงานใส่ได้ทุกคน และ Custom In Ear Monitor (CIEM) หรือหูฟัง IEM ที่ได้รับการขึ้นรูป Body มาแบบเฉพาะสำหรับผู้สวมใส่แต่ละคน ทำให้ใช้งานร่วมกับคนอื่นไม่ได้หรือเรียกง่ายๆว่า Custom for your fit นั่นเอง นอกจากนี้ยังแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้อีก 2ประเภท คือ Wireless IEM หรือชุดหูฟังไร้สาย(เพิ่มตัวรับ-ตัวส่งเข้ามา) และ IEM ปกติที่ไม่ไร้สาย สำหรับ IEM อาจจะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่คุ้นหูมากนักและไม่ได้พบเจอบ่อยมาก มีข้อดีและข้อเสียทั่วๆไปดังนี้ครับ
ข้อดี
- มีขนาดเล็ก พกพาง่าย สามารถติดตั้งใช้งานได้สะดวกกินพื้นที่น้อย
- สามารถลดเสียงรบจากภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากนอกเวที เสียงจากเพื่อนๆนักดนตรีคนอื่น
- สามารถเลือกได้อย่างละเอียดว่าต้องการเสียงอะไรดัง-เบาแค่ไหนหรือถ้า System ดีมากๆก็จะสามารถแยกการฟังเป็นซ้าย-ขวาได้เลย เช่น กีตาร์ออกหูซ้าย คีย์บอดออกหูขวาหรือ Pan เสียงกลองให้อยู่ในองศาต่างๆ เป็นต้น
- แก้ปัญหาเรื่อง Feedback และเสียงที่ล้นจากการใช้ Monitor Speaker ที่อาจดังเกินไปได้
- สามารถแยกการฟังของแต่ละคนได้อย่างอิสระ (ในกรณีของ Monitor อาจได้ยินเสียงจากลำโพงของคนอื่นได้บ้าง)
- สามารถใช้งาน Data หรือ MD พร้อมกับฟัง Monitor ไปในตัวเวลาเล่นสดได้อย่างอิสระ
- ไม่ว่านักดนตรีจะเดินไปจุดไหน คุณภาพการฟังก็จะไม่ลดลงตาม (ไม่นับกรณีสัญาณ Wireless ขาดหาย)
ข้อเสีย
- นักดนตรีจะต้องมีหูฟัง IEM เป็นของตัวเองและถ้าหากจะใช้ Wireless ก็ต้องมีเป็นของตัวเองเช่นกัน เพราะ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับเครื่องเช่าทั่วไป รวมทั้งข้อจำกัดด้านสุขลักษณะด้วย
- กรณีงานไม่ใหญ่มาก มักจะไม่มีตำแหน่ง Mix Monitor Engineer ซึ่งจะคอยดูแลระบบเสียง Monitor โดยเฉพาะทำให้ Workload ของงานส่วนนี้ไปตกอยู่กับ Live Engineer หรือ FOH Engineer ส่งผลให้ไม่สามารถดูแลเสียงที่จะส่งไปยัง IEM ของนักดนตรีได้ดีนัก จนทำรายละเอียดเสียงต่างๆผิดเพี้ยนไปได้
- จากกรณีข้างต้น การฟังเสียงผ่าน IEM สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นชินหรือไม่เคยลองใช้ อาจรู้สึกถึงเสียงที่ไม่เป็นธรรมชาติหรือไม่ชินกับมิติเสียง บวกกับหากไม่มีการทำโทนและปรับแต่งเสียงที่ส่งเข้ามาในระบบ IEM ของนักดนตรี ก็อาจทำให้ปัญหานี้แย่ลงไปได้อีก
- ในกรณีที่มีเสียงดังมากๆกะทันหันเกิดขึ้น เช่น เสียงดึง/เสียบสายสัญญาณ, มีเสียงสัญญาณที่ดังมากๆเข้ามา ด้วยความที่ IEM เป็นหูฟัง เสียงดังมากๆเหล่านี้จึงเป็นอันตรายต่อหูของผู้ใช้งานได้
- ด้วยความที่มันตัดเสียงรบกวนจากภายนอกออก อาจทะให้อรรถรถในการเล่นโชว์ถดถอยลงไป จากการที่เราได้ยินเสียงจากเหล่าแฟนเพลงน้อยลงและการใส่นานๆอาจก่อให้เกิดอาการล้าหรือบาดเจ็บของหูได้
**แต่ทั้งนี้ข้อดีและข้อเสียต่างๆอาจมีข้อปลีกย่อยและแตกต่างกันไปบ้างในบางกรณี แต่โดยรวมแล้วก็จะมีเอกลักษณ์ประมาณนี้ครับ

มาถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะได้รู้จักเอกลักษณะของ Monitor ทั้งสองแบบกันแล้วครับ อย่างที่ผมบอกไปว่าทั้งสองแบบนั้นล้วนแล้วแต่มีจุดร่วมทางการใช้งานเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่รูปแบบการทำงาน ดังนั้นจะเลือกใช้แบบไหนก็ลองพิจารณาดูตามความเหมาะสมแล้วกันครับ แต่สำหรับผมเองใช้ฐานะมือกลองผมมักจะเลือกใช้งานทั้งสองอย่าง คือ Monitor Speaker สำหรับสร้างบรรยากาศและสำหรับสร้างแรงกระแทกจากเสียงเบสของตัวลำโพง ส่วน IEM ก็ใส่เพื่อฟัง Data พร้อมทั้งฟังรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ Monitor Speaker ให้ไม่ได้ครับ

ในโอกาสต่อไปผมจะพาไปลงลึกถึงรายละเอียดปลีกย่อยของทั้ง Monitor Speaker และ In Ear Monitor กันนะครับ

สนใจหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมส่ง inbox มาได้เลย!!

ชอบถูกใจ กดไลค์ กดแชร์ ให้ด้วยนะครับ

#รับบันทึกเสียงทั่วราชอาณาจักร #รับบันทึกเสียงทั่วปฐพี

" สุริยันเร้นกาย "วันนี้ไม่เกี่ยวกับดนตรีครับแต่เอาภาพการเกิดสุริยุปราคาเหนือท้องฟ้าประเทศไทยวันนี้มาฝากPhoto by Poompra...
21/06/2020

" สุริยันเร้นกาย "
วันนี้ไม่เกี่ยวกับดนตรีครับ
แต่เอาภาพการเกิดสุริยุปราคาเหนือท้องฟ้าประเทศไทยวันนี้มาฝาก

Photo by Poomprat
Gear
- Canon EOS7D
- Canon EF300mm f4L IS
- LEE Filters ND 0.9

เลือกไมโครโฟนแบบไหนมาอัด Vlog / Podcast ที่บ้านดีนะ?บทความต่อจากนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคลิปวิดีโอhttps://www.facebo...
13/06/2020

เลือกไมโครโฟนแบบไหนมาอัด Vlog / Podcast ที่บ้านดีนะ?

บทความต่อจากนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคลิปวิดีโอ
https://www.facebook.com/watch/?v=173503774093162
**แนะนำให้ดูก่อนจะทำให้อรรถรสในการอ่านมีมากขึ้นครับ

บทความนี้จะว่าด้วยเรื่องราวของไมโครโฟนที่จะนำมาบันทึกเสียงสำหรับงานประเภท Vlog หรือ Podcast ในขั้นพื้นฐานกันครับ โดยจะทำการรวบรวมประเด็นต่างๆที่มักจะถูกหยิบยกมาตั้งคำถามหรือเปรียบเทียบกันบ่อยๆ ถ้าพร้อมแล้วก็เลื่อนตามลงมาได้เลยครับ

ไมโครโฟนเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อเราต้องการจะสร้าง Content ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้มีหน้าที่ในการเก็บเสียงต่างๆที่เราพูดออกมาในตัวงานนั้นๆนั่นเอง ไมโครโฟนมีประวัติอยู่คู่กับมนุษย์มายาวนานร่วมๆร้อยปีเลยทีเดียวครับ เป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่คอยรับส่งสารจากเสียงของมนุษย์มาโดยตลอดและยังคงทำหน้านั้นอย่างแข็งขันตลอดมา จนถึงปัจจุบันงานด้าน Content แบบเดิมกำลังถูกส่งต่อมายังคลื่นลูกใหม่อย่าง Vlog / Podcast ซึ่งเป็นสื่อที่กำลังมาแรงบนโลกอินเตอร์เน็ต แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิม คือ เรายังคงต้องใช้ “ไมโครโฟน” เพื่อบันทึกเสียงอยู่เช่นเคย โดยในส่วนของ Vlog นั้น ผมจะนับแค่เพียง Vlog ที่เป็นในลักษณะของ Indoor เท่านั้น ไม่ได้นับรวมในรูปแบบของการทำรายการหรือถ่ายทำ Outdoor

ใน Vlog ของผม ตอน “เลือกไมโครโฟนแบบไหน สำหรับทำ VLOG / PODCAST ที่บ้านดี?” ที่ได้ทำการแปะลิงค์อยู่ด้านบน ผมได้นำไมโครโฟนมาเปรียบเทียบด้วยกันทั้งหมด 4แบบ(+หนึ่งเครื่องอัดเสียง) คือ SHURE SM58, Audio Technica AT2020, Rode NTG3 และ Sennheiser ME2 US (ผ่านระบบ Wireless Sennheiser G4) ซึ่งทั้งสี่ตัวนี้แม้จะไม่ใช่ไมโครโฟนที่อยู่ในระดับ Tier สูงๆหรือระดับ Hi-End แต่ก็ถือได้ว่าเป็นไมโครโฟนที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในการใช้งานและเป็นมาตรฐานอยู่พอสมควรครับ นอกจากนี้ยังมีราคาที่ไม่สูงมาก คนทั่วๆไปที่เริ่มอยากจะจริงจังกับงานด้านนี้ก็สามารถเอื้อมถึงได้ไม่ยาก (แน่นอนครับว่าไมโครโฟนระดับหลายหมื่นมันดีกว่ามาก แต่สำหรับบทความนี้ ผมอยากโฟกัสไปที่การเริ่มต้นก่อนครับ) โดยจริงๆแล้วถ้าเราจำแนกไมโครโฟนทั้งสี่ตัวนี้ออกจากกัน เราจะสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ จำแนกตามหลักการทางไฟฟ้าและรูปแบบขององศาการรับเสียง (Polar Pattern) ครับ

1)จำแนกตามหลักการทางไฟฟ้า
การจำแนกประเภทนี้ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงรู้จักหรือเคยได้ยินมาบ้างครับ แบ่งออกเป็น 2แบบ คือ Dynamic, Condenser (จริงๆแยกย่อยลงไปได้อีก แต่พื้นฐานแล้วแค่นี้ก็พอครับ) โดย SHURE SM58 จะเป็นไมโครโฟนแบบ Dynamic ส่วน Audio Technica AT2020, Rode NTG3 และ Sennheiser ME2 US จะเป็นไมโครโฟนแบบ Condenser
แน่นอนว่าไมโครโฟนทั้งสองแบบนั้นล้วนแล้วแต่มีลักษณะของเสียงและการทำงานที่เฉพาะตัว โดยพื้นฐานแล้วไมโครโฟนแบบ Dynamic จะมีจุดเด่นในเรื่องของการสามารถรับเสียงที่ดังมากๆได้ (Condenser ก็ใช้ได้ครับ แต่นิยมไม่เท่ากัน) มีเนื้อเสียงย่าน Low, Mid-Low และ Mid ที่ค่อนข้างอวบอิ่มและที่สำคัญมีความ Sensitivity ต่อเสียงรอบข้างต่ำมากๆ กลับกันไมโครโฟนแบบ Condenser จะมีความสามารถในการรับเสียงที่กว้างกว่ามากบางทีอาจเริ่มจาก 40Hz และลากยาวจนถึง 20kHz ได้สบายๆ แต่โทนเสียงอาจจะฟังดูใสและแหลมกว่า Dynamic เล็กน้อย ในด้านความ Sensitivity ก็ค่อนข้างจะไวกว่า Dynamic อยู่พอสมควรครับและที่สำคัญเวลาเปิดใช้งานยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าในการเลี้ยงวงจรไมโครโฟนเสียด้วย (เรียกว่า Phantom )
2)จำแนกตามองศาการรับเสียง หรือ Polar Pattern
ไมโครโฟนก็เหมือนรถยนต์แต่ละแบบที่มีต้นกำเนิดด้านการใช้งานที่แตกต่างกันไป อย่างรถบรรทุก รถบ้าน รถกระบะ ซึ่งไมโครโฟนแม้จะรับเสียงได้เหมือนกัน แต่ก็มีแต่รูปแบบการรับเสียงที่ต่างกันออกไปอย่างมากเช่นกันครับ ในส่วนของบทความนี้ที่อิงตามคลิป Vlog ตอน "เลือกไมโครโฟนแบบไหน สำหรับทำ VLOG / PODCAST ที่บ้านดี?" จะมีไมโครโฟนที่มีองศาการรับเสียงอยู่ 3แบบด้วยกัน คือ แบบแรก Cadioid มี SHURE SM58, Audio Technica AT2020 แบบที่สอง Supercadioid มี RODE NTG3 และแบบสุดท้าย Omnidirectional มี Sennehiser ME2 US (นอกจากสี่ตัวนี้ยังมีองศาการรับเสียงอีกหลายรูปแบบครับ) ซึ่งแต่ละแบบจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองดังนี้
- Cadioid เป็นลักษณะของไมโครโฟนที่จะรับเสียงบริเวณด้านหน้าได้อย่างเต็มที่ แต่ทางด้านหลังจะน้อยมากๆ
- Supercadioid จะคล้ายๆกับแบบแรก คือ รับเสียงจากด้านหน้า แต่จะมีความกว้างของระยะรับเสียงด้านข้างแคบลงเล็กน้อยและเพิ่มความสามารถในการรับเสียงจากด้านหลังเข้ามา
- Omnidirectional จะพิเศษกว่าแบบอื่นๆ คือ สามารถรับเสียได้รอบทิศทาง (แต่ปริมาณและเนื้อเสียงอาจแตกต่างไปในบางมุมบ้าง)
**เดี๋ยวหากมีโอกาสผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องขององศาการรับเสียงแยกเพิ่มเติมให้ครับ

จากที่กล่าวมา ถ้าเราต้องการเลือกไมโครโฟนสำหรับทำ Vlog / Podcast เราควรเลือกแบบไหนละ?
ในกรณีนี้ผมจะขอแยกวิธีการเลือกออกเป็นประเด็นๆนะครับ

- ถ้าหากความเงียบของห้องหรือสถานที่คือตัวแปรสำคัญ เช่น ห้องที่เราถ่ายทำมีเสียงรบกวนจากด้านนอกเข้ามาได้เยอะ แบบนี้แล้วไมโครโฟนแบบ Dynamic อย่าง SHURE SM58 ก็จะดูตอบโจทย์กว่า เพราะ มี Sensitivity ที่ต่ำกว่าไมโครโฟนอีกสามแบบ หรือแม้กระทั่งการนำมาพูดไปพร้อมๆกับมีการเปิดเพลงไปด้วยไมโครโฟนแบบ Dynamic ก็จะตัดเสียงรบกวนใกล้ๆแบบนั้นได้ดีเช่นกัน
- ถ้าเราต้องการเนื้อเสียงที่ค่อนข้างใสและโปร่ง ไมโครโฟนแบบ Condenser อย่าง Audio Technica AT2020 และ Rode NTG3 ก็อาจจะตรงตามความต้องการมากกว่า (ไมโครโฟนแบบนี้นิยมใช้บันทึกเสียงร้องในการทำเพลง ดังนั้นเสียงที่ได้จะสดใสคล้ายกับเสียงนักร้องในเพลง) อย่างตัว Audio Technica AT2020 จะสังเกตได้จากคลิปของผมว่า มีโทนเสียงที่โปร่งมากๆกว่าตัวอื่น มีเสียงแหลมๆของลมจากปากอย่างชัดเจน (เสียงซึบ ซับ ซี่)
- ถ้าหากอยากได้เนื้อเสียงที่แน่น ใหญ่ ไปทางโทนอ้วน ผมขอแนะนำเป็น SHURE SM58 เพราะ เอกลักษณ์ของเสียงจะออกไปทางโทนนั้นและการอัด Podcast หรือรายการวิทยุส่วนมากก็นิยมใช้ไมโครโฟนแบบ Dynamic เช่น Rode Podcaster, Electro Voice RE20, SHURE SM7b เป็นต้น ซึ่งเวลาบันทึกเสียง Podcast เรามักจะต้องเปิดแผ่นกระดาษหรือคีย์ข้อมูลอยู่เสมอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดเสียงรบกวนระยะใกล้ ไมโครโฟนแบบนี้ก็จะจัดการเรื่องเสียงรบกวนแบบนี้ได้ค่อนข้างดีกว่าครับ หรือในกรณีมีผู้ร่วมรายการหลายคน ไมโครโฟนแบบนี้ก็จะจัดการกับเสียงของแต่ละคนที่อาจจะแทรกเข้าไมโครโฟนของคนอื่นได้ดีกว่าด้วยครับ
- ถ้าหากเราต้องการให้ไม่มีไมโครโฟนของเราเข้ามาอยู่ในเฟรมภาพ ไมโครโฟนที่เหมาะกับโจทย์นี้ ก็คงต้องเป็นไมโครโฟนอย่าง Rode NTG3 และ Sennheiser ME2 US เพราะ Rode NTG3 ถูกออกแบบมาในรูปแบบของไมโครโฟน Shotgun ซึ่งงานหลักของมันก็คือเป็น Boom Microphone สำหรับถ่ายภาพยนตร์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องนำไมโครโฟนมาจ่อใกล้ปากมากนัก สามารถตั้งไมค์ให้ห่างจากปากได้โดยที่ความดังและโทนเสียงไม่ได้ต่างจากการตั้งระยะใกล้ๆมากนัก อีกทั้งเป็นไมโครโฟนแบบ Condenser ทำให้เนื้อเสียงค่อนข้างจะมาครบทุกย่าน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเสียง ambient ที่ดังกว่าไมโครโฟนแบบอื่นๆ เพราะ ต้องเร่ง Gain มากกว่าไมโครโฟนอย่าง SHURE SM58 หรือ Audio Technica AT2020 (เพราะทั้งสองตัวใกล้แหล่งกำเนิดเสียงมากกว่า) กลับกันถ้านำไมโครโฟนสองตัวนั้นมาตั้งในตำแหน่งห่างปากมากๆแบบ Rode NTG3 ก็จะได้เสียงที่ค่อนข้างแย่มากทีเดียว เนื้อเสียงจะไม่เต็มเท่า เพราะ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานแบบนี้ หรือ ถ้าหากอยากลดเสียง ambient ด้วยและต้องการให้ไม่มีไมโครโฟนอยู่ในเฟรมด้วย Sennheiser ME2 US ก็จะตอบโจทย์กว่า เพราะ มีขนาดเล็ก ซ่อนในเสื้อผ้าได้ แถมยังลดเสียง ambient ได้ดีกว่า แต่ข้อเสีย คือ เนื้อเสียงจะไม่เต็มเท่าอีกสามตัว (นอกจากจะขยับไปใช้ Lavalier Microphone ระดับบนๆอย่าง Sanken, DPA, Countryman ซึ่งโทนเสียงจะดีกว่าตัว ME2 แต่แน่นอนว่าราคาแพงมาก)
- ถ้าหากเราจำเป็นต้องเก็บเสียงคนพูดมากกว่าหนึ่งคนในครั้งเดียว(แบบมีไมโครโฟนตัวเดียว) ไมโครโฟนที่เหมาะสมกับงานแนวนี้ ก็คงจะเป็น Rode NTG3 หรือ Audio Technica AT2020 ดูได้จากในคลิปที่ผมทดลองขยับตัว ย้ายมุมไปมาแล้วพูด จะพบว่า Rode NTG3 จะมีองศาที่กว้างกว่าเพื่อน กลับกันไมโครโฟนอย่าง SHURE SM58 กลับทำได้แย่มากในโจทย์นี้ ดังนั้น ขอแนะนำว่าเป็นไมโครโฟนแบบ Condenser จะดีกว่า Dynamic ในกรณีนี้ครับ (ให้ชี้ชัดลงไปอีก คือ พวกไมโครโฟนอย่าง Shotgun, Indoor Dialogue หรือไมโครโฟน Condenser ที่เป็น Large
Diaphragm)

**ส่วนประเด็นเรื่องลดเสียงรบกวน ผมขอบอกว่าไม่มีไมโครโฟนหรือปลั๊กอินใดๆดีไปกว่าการทำให้ห้องนั้น "เงียบโดยธรรมชาติ"

สรุป
จากที่ผมได้กล่าวไปทั้งหมดนั้น เชื่อว่าหลายๆคนคงเห็นข้อแตกต่างของไมโครโฟนแต่ละแบบที่จะนำมาใช้งานในงาน Vlog / Podcast กันแล้ว ที่ผมต้องอธิบายข้อมูลทางเทคนิคก่อน เป็นเพราะ ไมโครโฟนแต่ละแบบนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น เราต้องรู้จักมันให้ดีเสียก่อน แล้วจึงนำเอกลักษณ์ต่างๆของแต่ละแบบ มาเปรียบเทียบกับความต้องการและข้อจำกัดของเรา เราถึงจะได้ไมโครโฟนที่ดี เหมาะสมที่สุดกับเราออกมา ซึ่งปัญหาส่วนมากที่เราพบเจอ คือ User Error เสียมากกว่า อันเนื่องมาจากเลือกไมโครโฟนไปใช้ไม่สัมพันธ์กับความต้องการ เพราะ ไมโครโฟนที่ผลิต ออกแบบมาโดยบริษัทที่มีมาตรฐานย่อมต้องถูกสร้างมาเป็นอย่างดีแล้วทั้งสิ้น หรือถ้าหากใครชื่นชอบไมโครโฟนแบบใดนอกเหนือจากนี้ ลองนำมาใช้และพบว่ามันตอบโจทย์กับเราได้ นั่นก็ไม่ผิดเช่นกันครับ เพราะ สุดท้าย Final Product ก็คือเสียงที่คนฟังได้ยินอยู่ดี อะไรที่อัดมาแล้วมันใช่ มันโดน นั่นแหละครับไมโครโฟนที่เหมาะกับเราที่สุดครับ

สุดท้ายนี้หากท่านใดกำลังมองหาไมโครโฟนสำหรับทำ Vlog / Podcast อยู่ละก็ ผมขอแนะนำง่ายๆครับ “ไปที่ตัวแทนจำหน่าย ทดลองและฟัง” นี่แหละครับสุดยอดเทคนิคการเลือกไมโครโฟนที่ผมคิดว่าดีที่สุด

สนใจหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมส่ง inbox มาได้เลย!!

ชอบถูกใจ กดไลค์ กดแชร์ ให้ด้วยนะครับ

#รับบันทึกเสียงทั่วราชอาณาจักร #รับบันทึกเสียงทั่วปฐพี

28/05/2020

เลือกไมโครโฟนแบบไหน สำหรับทำ VLOG / PODCAST ที่บ้านดี?

SM58 vs AT2020 vs NTG3 vs ME 2 ใครจะอยู่ใครจะไป คลิปนี้มีคำตอบ คลิกเลย!!

ถ้าคลิปนี้มีประโยชน์กดไลค์ กดแชร์ เป็นกำลังใจผมด้วยนะครับ

อยากทำ Vlog, Podcast แต่ไม่รู้จะใช้ไมโครโฟนแบบไหน?มาพบคำตอบไปพร้อมๆกับผม 28/05/2020 ที่เพจ Poomprat Yanothai แล้วเจอกันค...
20/05/2020

อยากทำ Vlog, Podcast แต่ไม่รู้จะใช้ไมโครโฟนแบบไหน?

มาพบคำตอบไปพร้อมๆกับผม 28/05/2020 ที่เพจ Poomprat Yanothai แล้วเจอกันครับ!!

- Bass Drum หนึ่งใบกับไมค์สองตัว -ก่อนอื่นบทความต่อไปนี้จะเกี่ยวเนื่องกับบทความเรื่อง “ย่านเสียงของ Bass Drum”https://ww...
14/05/2020

- Bass Drum หนึ่งใบกับไมค์สองตัว -

ก่อนอื่นบทความต่อไปนี้จะเกี่ยวเนื่องกับบทความเรื่อง “ย่านเสียงของ Bass Drum”
https://www.facebook.com/poomprat.drum/photos/a.3114497221946278/3114497278612939/?type=3&theater
และ Vlog คลิปนี้ครับ
https://www.facebook.com/poomprat.drum/videos/1183408415367644/?v=1183408415367644
**แนะนำให้อ่านและดูก่อนครับ จะทำให้เข้าใจและอ่านบทความต่อไปนี้ได้สนุกมากยิ่งขึ้น

เปิดหัวเรื่องของบทความนี้ด้วยหัวข้อ “Bass Drum หนึ่งใบกับไมค์สองตัว” ชื่ออาจจะดูเหมือนซีรี่ย์เกาหลีรักใสๆสไตล์วัยรุ่น แต่ขอบอกก่อนว่าเรื่องในวันนี้คงไม่เบาสบายเท่าใดนักครับ (คนเขียนเองก็ยากเรื่องข้อมูลเช่นกัน) โดยทั่วไปแล้วเวลาเรานำไมโครโฟนไปจ่อกลองชุด เรามักจะใช้ไมโครโฟนหนึ่งตัวต่อกลองหนึ่งใบเป็นส่วนมาก แต่จะมีกลองบางใบที่ใช้ไมโครโฟนจ่อมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เห็นบ่อยๆก็คงจะเป็น Snare ครับ คือ จ่อบน (Top)และจ่อล่าง (Bottom) ถัดมาที่เห็นไม่บ่อยเท่าก็คงเป็น Bass Drum ที่จ่อด้วยไมโครโฟนสองตัว ยิ่งในงาน Live ทั่วๆไปเนี่ยก็แทบไม่เห็นเลย จะเห็นมากในงาน Studio เสียมากว่าครับ (งาน Live ที่จ่อสองตัวก็มีนะครับ แต่จะเป็นงานที่สเกลค่อนข้างละเอียดนิดนึง) แล้วเหตุผลกลใดกันละ ที่ทำให้เราต้องจ่อไมโครโฟนถึงสองตัว?

ที่ต้องทำเช่นนั้น เพราะ เรามีเหตุผลครับ ไม่ใช่ทำเอาหล่อแน่นอน!! ...อย่างที่ผมได้กล่าวไปในบทความที่ผ่านมาว่า Bass Drum เป็นกลองที่มีเอกลักษณ์ด้านเสียงเป็นของตัวเองสูง คือ มีทั้งย่านความถี่ต่ำมากๆถึงสูงมากๆ จึงทำให้เสียงของ Bass Drum มีความซับซ้อนในตัวเองครับ ดังนั้นคีย์เวิร์ดของการจ่อไมโครโฟนสองตัวต่อ Bass Drum หนึ่งใบ ก็คือ “ย่านความถี่ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว” นั่นเอง โดยเราจะทำการจ่อไมโครโฟนสองตัว (ดูภาพที่ 1 ประกอบ) ตัวแรกจะทำการจ่อเข้าไปด้านในของตัวกลอง ซึ่งจะจ่อผ่านช่อง Sound hole ที่หนังหน้า (วงกลมสีแดงในภาพที่ 1) เราเรียกไมโครโฟนตัวนี้ว่า “Kick In” และไมโครโฟนตัวที่สองเราจะนำมาจ่อที่ด้านนอกของตัวกลองบริเวณหนังหน้า (วงกลมสีฟ้าในภาพที่ 1) และแน่นอนว่าเมื่อมันอยู่ด้านนอก ชื่อของมันจึงเป็น “Kick Out” นั่นเอง โดยไมโครโฟนทั้งสองตัวจะทำหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไปครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ใครไม่อิน แต่!! Kick In…
มาเริ่มกันที่ไมโครโฟนตัวแรกกันครับ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพระเอกของงานนี้ นั่นก็คือ Kick In สำหรับไมโครโฟนตัวนี้ลักษณะของ Miking placement จะยื่นเข้าไปด้านในของตัวกลอง โดยส่วนตัวผมมักจะยื่นเข้าไปไม่ลึกมาก ให้ตัวไมโครโฟนยื่นเข้าไปได้ทั้งตัวก็พอและวางเป็นมุมเฉียงจากจุดกึ่งกลางหรือจุดที่หัว Be**er กระทบกับหนังกลอง เพราะ การวางมุมนี้จะสามารถหลีกเลี่ยงกระแสลมที่เกิดเวลาเหยียบ Bass Drum ได้ ซึ่งบางทีกระแสลมนี้อาจจะทำให้ Wave ของเราออกมาไม่ดีและใช้งานไม่ได้ครับ ทั้งนี้ควรต้องเล็งให้หัวไมโครโฟนพุ่งไปยังจุดที่หัว Be**er กระทบกับหนังกลองด้วย โดย Kick In เนี่ยจะเป็นไมโครโฟนที่ใช้รับย่านเสียงแทบจะทั้งหมดของ Bass Drum ที่เราจะใช้(และได้ยิน) ประกอบไปด้วยสองย่านเสียงหลักๆ คือ Low end / Deep Low หมายถึง เสียงต่ำมากๆที่จะสร้างความใหญ่ให้กับ Bass Drum ของเราและย่านความถี่สูง ซึ่งจะให้ Attack หรือเสียงจิกนั่นเอง สองย่านนี้ผมได้เคยกล่าวไปแล้วว่ามันคือย่านความถี่หลักๆของของ Bass Drum นั่นเอง (จำไว้ง่ายๆว่า หันไมโครโฟนไปหาอะไรก็จะได้เสียงนั้นกลับมา) แต่หากสังเกตแนวเส้นกราฟเสียงของ Kick In (ดูภาพที่ 2 ประกอบ) จะพบว่าย่านความถี่ตั้งแต่ 60Hz ลงไปจะมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัดและย่านความถี่ช่วงๆ 200Hz ก็จะเก็บตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะ ย่านความถี่ดังกล่าวนั้นเป็นเสียงที่เกิดจากหนังด้านหน้าและเสียง Acoustic ของห้องเป็นส่วนมาก ทำให้ไมโครโฟน Kick In ที่ยื่นเข้าไปภายในตัวกลองของเราจับเสียงเหล่านั้นไม่ได้ แม้ว่าเสียง Bass Drum ที่บันทึกผ่านไมโครโฟนKick In จะ ได้โทนรวมๆที่ค่อนข้างดีแล้ว (ทั้งใหญ่และจิก) แต่ก็ยังขาดย่านที่กล่าวไป ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องเพิ่มไมโครโฟนตัวที่สองเข้ามาครับ

Kick Out ...ผู้มาเติมเต็มความหนักแน่น
หลังจากที่เราสามารถจับเสียงหลักๆของ Bass Drum ผ่านไมโครโฟน Kick In ไปแล้วนั้น หากถามว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานหรือไม่? ก็สามารถตอบได้ว่าค่อนข้างเพียงพอแล้วสำหรับงานทั่วๆไปครับ แต่! หากเป็นงานที่ต้องการความละเอียดสูงก็บอกได้เลยว่านั่นยังไม่เพียงพอ เพราะ หากพิจารณาตามกราฟย่านความถี่ที่ของ Kick In ก็จะมีย่านความถี่บางย่านที่ขาดหายไป ดังนั้นเพื่อเป็นการเติมส่วนที่หายและขยายส่วนที่ขาด จึงต้องเชิญพระรองของเราออกมา นั่นคือ Kick Out ครับ สำหรับไมโครโฟนตัวนี้จะมีตำแหน่งอยู่บริเวณด้านหน้าของหนังหน้า Bass Drum (ดูภาพที่ 1 วงกลมสีฟ้าประกอบ) โดยตำแหน่งในการ Miking placement นั้นจะมีอยู่สามตำแหน่งหลักๆที่นิยมกัน คือ ชิดกับหนังหน้าบริเวณที่ไม่ได้เจาะ Sound hole ซึ่งจุดนี้จะให้เสียงในลักษณะโทน “ดึ่งๆ หรือ ดุบๆ” นั่นก็คือเสียงของหนังหน้า Bass Drum เวลาปะทะกับกระแสลมจากการเหยีบกระเดื่องนั่นเอง จะมีความกระชับและเป็นก้อน ตำแหน่งนี้ผมจะใช้บ่อยที่สุดครับ อันที่สองในลำดับถัดมา คือ ตำแหน่งบริเวณปาก Sound hole หรือใกล้กลับที่เราตั้ง Kick In แต่ไม่ได้จ่อเข้าไปภายในครับ โดยตำแหน่งนี้จะมีเสียงที่ค่อนข้างจะคล้ายกับ Kick In ทีเดียว คือ ให้เสียง Attack มาด้วยพอสมควร เนื่องจาก Diaphragm สามารถชี้ไปหาหัว Be**er ได้บ้าง (แบบแรกจะรับได้น้อยกว่า เพราะ มีหนังหน้ากั้นไว้) แต่ส่วนที่ต่างจาก Kick In คือ จะได้เสียงลมและความกังวานมาด้วย จะมาในโทน “ถุๆ” การตั้งในตำแหน่งนี้นิยมใช้ในกรณีที่ไมโครโฟร Kick In ของเราเป็นแบบ Half cardioid boundary condenser หรือไมโครโฟนที่มีลักษณะแบนๆเป็นแผ่น เวลาใช้งานก็จะนำไปวางภายในตัว Bass Drum โดยตรง เช่น SHURE BETA91, SENNHEISER e901 เป็นต้น ส่วนตำแหน่งสุดท้าย คือ บริเวณหนังหน้าแต่ถอยออกมาไม่ชิดเหมือนแบบที่หนึ่ง โทนหลักๆจะคล้ายกันกับแบบที่หนึ่งครับ แต่บริเวณนี้จะทำให้เราสามารถเก็บเสียงที่กลมและกังวานได้มากขึ้น รวมไปถึงจะได้โทนของ Room acoustic มาด้วย เสียงหนังหน้าก็จะน้อยลงทำให้เสียงไม่บวมเท่าแบบแรกครับ รวมๆแล้ว Kick Out จะทำหน้าที่รับเสียงหนังหน้า เสียงลมและความใหญ่ของเสียง Bass Drum นั่นเอง มีภาษาทางการ คือ Warm low end, Round pulse ถ้ายังจินตนาการเสียงไม่ออก ให้ลองเอากำปั้นทุบหน้าอกตัวเองดู เสียงจะคล้ายๆแบบนั้นครับ (อย่าทุบแรงนะครับ เป็นอะไรมาผมจะแย่เอา)

ทีนี้เรามาลงลึกถึงย่านความถี่ของตำแหน่งทั้งสองแบบกันครับ ในภาพตัวอย่างที่ 3 ซึ่งคือ Kick Out เราใช้ไมโครโฟนตราอักษร Royer รุ่น R-122 ในการจ่อ จะเห็นได้ว่าความชันของกราฟเสียงในย่าน Deep Low มีความต่อเนื่องและคงที่กว่ากราฟของ Kick In อย่างชัดเจน (ดูภาพประกอบ 2 ในกรอบสี่เหลี่ยม 1) นอกจากนี้ในย่านความถี่ 200Hz +- ตัวไมโครโฟน Kick Out ก็ดูจะทำได้ดีกว่าเช่นกัน (ดูภาพประกอบ 2,3 ในกรอบสี่เหลี่ยม 2) กลับกันหากพิจารณาในส่วนของ Kick In (ดูภาพที่ 2 ประกอบ ในกรอบสี่เหลี่ยม 1) จะพบได้ว่าย่านความถี่ 50Hz – 100Hz จะสามารถทำได้ดีกว่า Kick Out อย่างชัดเจนและแน่นอนว่าในย่านความถี่สูงที่ให้เสียง Attack หรือเสียงจิกนั้น Kick In ก็สามารถทำได้ดีกว่ามาก (ดูภาพประกอบ 2,3 ในกรอบสี่เหลี่ยม 3) โดยกราฟของ Kick In สามารถแสดงผลออกมาได้เกินย่านความถี่ 5000Hz ซึ่งมากกว่ากราฟของ Kick Out ที่แสดงออกมาได้ต่ำกว่าย่านความถี่ 5000Hz สาเหตุที่ทำให้ไมโครโฟนทั้งสองแสดงผลต่างกัน ทั้งๆที่รับเสียงจากกลองใบเดียวกัน เป็นเพราะว่า Diaphragm ของไมโครโฟนทั้งสองอยู่คนละตำแหน่งกัน ทำให้รับเสียงได้ต่างกัน ไม่เหมือนหูของมนุษย์ที่สามารถรับเสียงของ Bass Drum ได้ครอบคลุมและเป็นธรรมชาติกว่าในคราวเดียว ดังนั้นการเก็บรายละเอียดของเสียง Bass Drum ให้ครบถ้วน จึงไม่แปลกหากต้องใช้ไมโครโฟนมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นไปตาม Equal-loudness contours ของมนุษย์นั่นเองครับ

ช่วง Special Tactic ... รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้!!
พื้นฐานข้อแรกๆของการบันทึกเสียง คือเรื่อง Phase cancellation หรือเฟสของเสียงมีการหักล้างกัน ผลของปรากฏการณ์นี้จะทำให้เสียงที่บันทึกมาไม่มีความแน่น ซึ่งมักจะเกิดจากการจ่อไมโครโฟนมากกว่าหนึ่งตัวไปยังแหล่งรับเสียงเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เมื่อเวลานำมาใช้จึงเกิดการทับซ้อนของย่านความถี่ที่เหมือนกัน ในกรณีของ Kick In และ Kick Out ก็สามารถเกิดปรากฏการณ์นี้ได้เช่นกันครับ ดังนั้นเราควรเรียนรู้ที่จะแก้ไขมัน ผมขอนำเสนอทางเลือก สามทางครับ คือ ตั้งเสียงกลองให้พอดีทั้งหนังด้านตีและหนังหน้า, จัดวางตำแหน่งไมโครโฟนให้อยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะ จากนั้นทำการตรวจสอบจากเครื่องมือวัดความถี่ต่างๆให้แน่นอนและสุดท้ายหากทำทั้งสองวิธีแล้วยังไม่หายหรือลืมทำมาตั้งแต่แรก ก็สามารถแก้ไขด้วยการมากลับเฟสจากปลั๊กอินในโปรแกรมเอาได้ครับ แต่ทั้งนี้ใช่ว่ากลับแล้วจะดีตลอด ในบางกรณีกลับแล้วได้เสียงที่แย่ลงก็มี ดังนั้นควรฟังและใช้ความชำนาญประกอบการตัดสินใจด้วยครับ

สนใจหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมส่ง inbox มาได้เลย!!

ชอบถูกใจ กดไลค์ กดแชร์ ให้ด้วยนะครับ

#รับบันทึกเสียงทั่วราชอาณาจักร #รับบันทึกเสียงทั่วปฐพี

เหยียบ Bass Drum หนึ่งครั้งจะได้เสียงอะไรออกมาบ้าง?จาก Vlog ที่ผมพูดถึงพื้นฐานการจัดการกับเสียง Bass Drum กันไป วันนี้จะ...
30/04/2020

เหยียบ Bass Drum หนึ่งครั้งจะได้เสียงอะไรออกมาบ้าง?

จาก Vlog ที่ผมพูดถึงพื้นฐานการจัดการกับเสียง Bass Drum กันไป วันนี้จะมาขยายความกันครับ
https://www.facebook.com/poomprat.drum/videos/1183408415367644/

Bass Drum หรือ Kick หรือ กระเดื่อง (จะเรียกอะไรก็ตามสะดวกเลยครับ) คือกลองใบใหญ่ที่วางตรงหน้ามือกลอง ใช้งานโดยการเหยียบ Pedal จะทำให้เกิดเสียงกลองที่ใหญ่และหนักแน่น เป็นเอกลักษณ์ สร้างจังหวะและความเร้าใจให้กับเพลงที่เรากำลังบรรเลง โดย Bass Drum ก็จะมีด้วยกันหลากหลายขนาดด้วยกัน

เข้าเรื่องกันดีกว่า!

เวลาเราเหยียบ Bass Drum ลงไปหนึ่งครั้ง หลายๆคนคงสังเกตได้ว่ามวลเสียงที่ปรากฏออกมา เป็นการประกอบกันของเสียงในหลากหลายย่านความถี่ ใช่แล้วครับ... เพราะ Bass Drum เป็นกลองที่ประกอบไปด้วยเสียงที่หลากหลาย โดยหลักๆแล้วเสียงที่คนเราได้ยิน จะเป็นเสียงต่ำของตัว Body และเสียงสูงของหัว Bass Drum Be**er (หัวกระเดื่อง) ตรงนี้แหละที่เราจะมาดูกันว่าแต่ละย่านคืออะไรและทำหน้าที่อย่างไรบ้าง

ย่านความถี่ต่างๆของ Bass Drum

ย่านความถี่ต่ำกว่า 80Hz
ชื่อ Bass Drum ก็บ่งบอกตัวมันเองอยู่แล้วว่ามัน คือ เสียงต่ำ (Bass) ดังนั้นย่านเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของกลองใบนี้ก็คือเสียงย่านความถี่ต่ำนั่นเอง (ดูภาพประกอบ) ย่านความถี่นี้จะให้เสียงต่ำที่ลึกเป็นพิเศษหรือเรียกว่า Deep Bass เอกลักษณ์ของมัน คือ มีมวลเสียงที่ใหญ่ ให้เสียงต่ำที่รุนแรงและอาจรู้สึกถึงการสั่นได้ โดยในขั้นตอนการ Mixing ย่านความถี่นี้มักจะถูกใช้งานในปริมาณที่พอดี กล่าวคือ หากเราเร่งย่านความถี่นี้มากไป จะเกิดอาการ “ เบสครางหรือเบสบวม ” ขึ้นได้ ดังนั้นเราควรเลือกปรับให้เหมาะสมตามแนวเพลง โดยส่วนตัวผมเองมักเร่งย่านนี้ขึ้นมาเล็กน้อยหรือเบาลงเล็กน้อยครับและจะตัดย่านเสียงที่ต่ำกว่า 40Hz ทิ้งทั้งหมด

ย่านความถี่ 80 – 200Hz
ผมขอนิยามย่านความถี่นี้ว่าเป็นย่านที่แสดงลักษณะของเสียง Bass ออกมาเป็นก้อนๆ จะแตกต่างอย่างชัดเจนกับย่านที่แล้วตรงที่จะไม่มีความลึกของเสียงเท่าและไม่ได้รู้สึกถึงการสั่นเท่าใดนัก จะออกแนวกระแทก เป็นมวลสั้นๆ เก็บตัวเร็ว โดยส่วนมากนั้นย่านความถี่บริเวณนี้จะให้เสียง Bass Drum ไปในโทนเสียง “ อุ๊งๆ ” ส่วนตัวแล้วผมจะไม่นิยมใช้ย่านเสียงนี้เลย จะทำการลดย่านความถี่นี้ลงมากพอสมควร เพราะ รู้สึกว่าย่านนี้ทำให้เสียง Bass Drum ดูไม่ลึกและจะไปกวนกับเสียง Guitar Bass ได้ครับ

ย่านความถี่ 200 – 750Hz
เป็นช่วงย่านความถี่เสียงกลางหรือ Mid-Range ในส่วนของย่านความถี่นี้จะมีลักษณะโดยรวมคล้ายกับย่านความถี่ 80 – 200Hz คือมวลเสียงเป็นก้อนและเก็บตัวเร็ว ซึ่งเสียงเหล่านี้มักเกิดจากเสียงสะท้อนใน Body กลองหรือเสียงหนังที่ไม่ใช่ช่วงเสียง Attack โดยปกติแล้วเสียงช่วง Mid-Range จะเป็นย่านความถี่ที่ Sound Engineer ทั้งงาน Live และ Studio มักจะไม่ใช้งานเลยหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นย่านความถี่แรกๆที่เราควรจัดการกับมันให้เรียบร้อย ซึ่งย่านความถี่นี้จะทำให้ Bass Drum ของเรามีเสียงที่ไม่กระชับและไม่ลึก ลองนึกภาพตามง่ายๆ คือ เหมือนกับเสียง Bass Drum ที่ถูกขึ้นหนังกลองให้ตึงมากกว่าปกติ ผลก็คือทำให้เสียงออกมาไม่เป็นธรรมชาตินั่นเอง ผมขอบอกคำเดียวว่า “ ลดได้ ลด!! ”

ย่านความถี่ 750 – 2000Hz
เอาละ... เรากำลังเข้าสู่สิ่งที่ Sound Engineer เรียกมันว่า “เสียงจิก” หรือ Attack ทีนี้หลายๆคนจะงงว่า เสียงจิก เนี่ยมันหมายถึงอะไร เสียงเหมือนไก่แบบนี้ใช่ไหม? ...ไม่ใช่นะครับ แบบนั้นพักก่อน เสียงจิกในกรณีของ Bass Drum คือ เสียงที่ Bass Drum Be**er กระทบกับหนังกลอง มีเสียงออกไปในโทนเสียงสูง เช่น ..จิก.. ..ดึก.. ..กึก.. เป็นต้น (พยายามจินตนาการนะครับ) โดยช่วงความถี่ดังกล่าวจะเริ่มสัมผัสได้ถึงปรากฏการนี้ แต่ว่าจะยังไม่ให้เสียงที่คมมากนัก ออกไปในโทน “ก” มากกว่า “จ” นึกไม่ออกให้ไปลองฟังเพลงร็อคยุค 2000 ครับ ที่มีความชัดเจนของเสียงหัว Bass Drum Be**er มากๆ เหมือนมาเหยีบอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว

ย่านความถี่ 2000Hz ขึ้นไป
ย่านความถี่นี้เป็นย่านที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของเสียง Bass Drum และเป็นย่านที่ถูกใจขาร็อคมากๆ ขอเรียกมันว่า “Attack of Bass Drum” ย่านความถี่นี้คืออะไร? อย่างที่ผมได้บอกไปว่า “เสียงจิก” เป็นเสียงที่แสดงออกมาในย่านความถี่สูงเวลาเราเหยียบ Bass Drum ย่านนี้จะมีความคล้ายคลึงกับย่านก่อนหน้านี้ แต่จะมีความ คม แหลมและกระชับกว่ามากพอสมควร ฟังแล้วไม่ได้รู้สึกถึงเสียง Bass Drum Be**er เท่าใดนัก จะออกไปทางของเสียงหนังกลองมากกว่า นอกจากนี้ย่านความถี่นี้มีความสัมพันธ์กับกลองและอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกครับ โดย Character ของเสียงนั้นจะต่างกันมากๆในอุปกรณ์ที่ต่างชนิดกัน แต่โดยรวมแล้วโทนเสียงจะเปร่งออกมาในเสียง ..จิก.. เป็นส่วนมาก ส่วนตัวผมเองจะเลือกเร่งย่านความถี่นี้ขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความ Against ให้กับตัว Bass Drum

** เสียงกลองในรูปถูกบันทึกโดย Microphone ตราอักษร AKG รุ่น D112
** กลองที่เป็นต้นทางของเสียง ตราอักษร DW รุ่น Collector กับหนังกลองตราอักษร EVANS รุ่น EMAD 2
ในกรณีของ Microphone อื่นหรือกลองต่างแบบกัน ก็อาจจะให้เสียงที่ต่างย่านความถี่กันออกไปแต่ก็ไม่หนีกันนัก ดังนั้นแล้วเราไม่ควรจำเอาเลขความถี่ตายตัวไปใช้งานนะครับ ควรจำไปเพียงแก่นและนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ

ช่วง Special Tactic ... รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้!!
ในการบันทึกเสียง Bass Drum ผมขอแนะนำสิ่งที่เราควรคำนึงมากๆ สามเรื่อง คือ Miking Position, Tuning และหนังกลอง กล่าวคือ เราควรหาตำแหน่งตั้ง Microphone ที่สามารถรับเสียงที่เราต้องการให้ได้มากที่สุดและสามารถลดเสียงที่เราไม่ต้องการออกไปให้ได้มากที่สุดเช่นกัน การวางตำแหน่งไมค์ไม่มีวิธีตายตัว ดังนั้นเราควรทดลองให้หลากหลายครับ ต่อมาคือการ Tuning เรื่องนี้สำคัญเช่นกัน การ Tuning หรือตั้งเสียง คือ การเลือกที่จะแสดงลักษณะของเสียงแบบใดออกมา การ Tuning ที่ดีเปรียบเสมือนเรามีวัตถุดิบที่ดี คิดง่ายๆเลยว่า เสียงสดยังไม่ดี อัดออกไปก็ไม่มีทางดีเช่นกันครับ ส่วนสุดท้าย คือ หนังกลอง ส่วนตัวแล้ว ผมจะพยายามเลือกหนังกลอง Bass Drum ที่มีการพัฒนามาเฉพาะเพื่อใส่กับกลองประเภทนี้ เช่น มีหนังที่หนาและหลายชั้น มีการใส่แผ่นซับเสียงที่ขอบ เป็นต้น เรื่องพวกนี้สามารถขับเอกลักษณ์ของเสียงในทางที่ดีออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเลยครับ

สนใจหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมส่ง inbox มาได้เลย!!

ชอบถูกใจ กดไลค์ กดแชร์ ให้ด้วยนะครับ

#รับบันทึกเสียงทั่วราชอาณาจักร #รับบันทึกเสียงทั่วปฐพี

ที่อยู่

Bangkok
10220

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Poomprat Yanothaiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท