UAV Technology Thailand

เส้นทาง

UAV Technology Thailand สำรวจภูมิประเทศ ผังเมืองและป่าไม้ ด้วยLIDAR โดยเจ้าหน้าที่มืออาชีพ

📢 เปิดรับสมัครงาน! เจ้าหน้าที่สำรวจภาคสนาม (หลายอัตรา)ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมสำรวจมืออาชีพ กับ UAV Technology Thailand 🛰...
10/10/2026

📢 เปิดรับสมัครงาน! เจ้าหน้าที่สำรวจภาคสนาม (หลายอัตรา)
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมสำรวจมืออาชีพ กับ UAV Technology Thailand 🛰️🌏

บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดรับสมัครบุคลากรที่มีความสนใจด้านงานสำรวจ พร้อมเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีการสำรวจสมัยใหม่ เพื่อร่วมสร้างข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

🔎 ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร
📍 1. ส่วนการสำรวจภูมิประเทศ (Topographic Survey)
- นักสำรวจรังวัดด้วย GNSS 15 อัตรา

🚁 2. ส่วนการสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV Mapping)
- นักบินโดรน 5 อัตรา
- ผู้ช่วยนักบินโดรน 5 อัตรา

🌊 3. ส่วนการสำรวจหยั่งความลึกท้องน้ำ (Echo Sounder)
- หัวหน้าทีมการหยั่งความลึกท้องน้ำ 3 อัตรา
- นักสำรวจการหยั่งความลึกท้องน้ำ 5 อัตรา
⭐ สำหรับตำแหน่งสำรวจหยั่งความลึกท้องน้ำ ต้องสามารถลุยน้ำได้จะพิจารณาเป็นพิเศษ

🛠️ คุณสมบัติที่เรามองหา
- วุฒิการศึกษาระดับ ปวช./ปวส. หรือปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมสำรวจ ภูมิสารสนเทศ (GIS) หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
- เพศชาย อายุไม่เกิน 35 ปี
- มีใบขับขี่รถยนต์ และสามารถขับรถยนต์เกียร์ธรรมดาได้
- สามารถใช้งานอุปกรณ์สำรวจ เช่น GNSS, Echo Sounder และ Drone ได้เป็นอย่างดี
- พร้อมปฏิบัติงานภาคสนาม เดินทางไปต่างจังหวัดและทำงานเป็นทีมได้

🎁 สวัสดิการและสิทธิประโยชน์
✅ เงินเดือนตามตกลงและประสบการณ์
✅ ทดลองงาน 4 เดือน
✅ เบี้ยเลี้ยงออกภาคสนาม
✅ ประกันสังคมและประกันอุบัติเหตุ
✅ วันหยุดประจำปีและกิจกรรม Outing
✅ การปรับเงินเดือนและโบนัสประจำปีตามเงื่อนไขบริษัท
✅โบนัสพิเศษประจำโครงการ
✅เครื่องแบบและยูนิฟอร์ม

📍 สถานที่ทำงาน: บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

🕘 เวลาทำงาน: วันจันทร์–วันเสาร์ เวลา 09.00–18.00 น.

📩 สนใจร่วมงานกับเรา
ส่ง Resume ได้ที่ : [email protected]

📞 ติดต่อฝ่ายบุคคล: 09-5337-1190
📞 ผู้จัดการฝ่ายสำรวจ: 06-1640-4842

🌏 ร่วมสร้างข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการพัฒนาประเทศไปกับเรา

#รับสมัครงาน #เจ้าหน้าที่สำรวจภาคสนาม #นักสำรวจ

📐 Photogrammetric Error Propagationจากความไม่แน่นอนของภาพถ่าย สู่ความถูกต้องของแบบจำลองสามมิติ (3D Model Accuracy)📷 ทำไม...
10/10/2026

📐 Photogrammetric Error Propagation

จากความไม่แน่นอนของภาพถ่าย สู่ความถูกต้องของแบบจำลองสามมิติ (3D Model Accuracy)

📷 ทำไมภาพถ่ายโดรนที่มีความละเอียดสูง จึงไม่ได้รับประกันว่าแบบจำลองสามมิติจะมีความถูกต้องสูงเสมอไป?

ในการสำรวจและจัดทำแผนที่ด้วย UAV/Drone เทคนิค Photogrammetry ถูกนำมาใช้สร้างผลิตภัณฑ์ข้อมูลเชิงพื้นที่หลากหลายรูปแบบ เช่น Orthomosaic, Point Cloud, Digital Surface Model (DSM), Digital Terrain Model (DTM) และแบบจำลองสามมิติ

อย่างไรก็ตาม ความถูกต้องของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความละเอียดของภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการประมวลผล ซึ่งเรียกว่า Error Propagation หรือการส่งผ่านความคลาดเคลื่อน

🔎 1. Error Propagation คืออะไร?

Error Propagation คือกระบวนการที่ความไม่แน่นอนจากข้อมูลต้นทางส่งผลต่อการคำนวณและผลลัพธ์ในขั้นตอนถัดไป

ในงาน Photogrammetry ความไม่แน่นอนอาจเริ่มตั้งแต่การระบุตำแหน่งจุดบนภาพถ่าย การจับคู่จุดร่วมระหว่างภาพ (Tie Points) การคำนวณตำแหน่งและทิศทางของกล้อง ไปจนถึงการสร้างพิกัดสามมิติของจุดบนพื้นผิว

ตัวอย่างเช่น หากระบบระบุตำแหน่งจุดเดียวกันในภาพถ่ายสองภาพได้คลาดเคลื่อน ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวอาจส่งผลต่อการคำนวณพิกัด X, Y และ Z ของจุดนั้น และอาจส่งผลต่อรูปร่างหรือระดับความสูงของแบบจำลองที่สร้างขึ้น

📸 2. ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความถูกต้องของแบบจำลอง 3D?

ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย

▪️ คุณภาพของภาพถ่าย (Image Quality)
ภาพเบลอ ภาพที่มีรายละเอียดไม่เพียงพอ หรือพื้นผิวที่มีลวดลายซ้ำกัน อาจทำให้ระบบตรวจจับและจับคู่จุดระหว่างภาพได้ยากขึ้น

▪️ ความถูกต้องของการจับคู่จุด (Feature Matching)
การจับคู่ตำแหน่งจุดเดียวกันระหว่างภาพอย่างถูกต้อง เป็นพื้นฐานสำคัญของการคำนวณตำแหน่งสามมิติ

▪️ รูปทรงเรขาคณิตของการถ่ายภาพ (Image Geometry)
ตำแหน่งกล้อง มุมถ่ายภาพ ระยะห่างระหว่างแนวถ่าย และการซ้อนทับของภาพ มีผลต่อความสามารถในการคำนวณตำแหน่งและระดับความสูงของวัตถุ

▪️ การสอบเทียบกล้อง (Camera Calibration)
ค่าความยาวโฟกัสและพารามิเตอร์ความบิดเบี้ยวของเลนส์ที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อความถูกต้องเชิงเรขาคณิตของแบบจำลอง

▪️ ข้อมูลควบคุมภาคพื้นดิน (Ground Control Points: GCPs)
ความถูกต้องของพิกัดและการกระจายตัวของจุดควบคุม มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงแบบจำลองเข้ากับระบบพิกัดภาคพื้นดิน

📊 3. GSD กับ Accuracy แตกต่างกันอย่างไร?

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานสำรวจด้วยโดรนควรทำความเข้าใจ

GSD (Ground Sampling Distance) คือ ระยะบนพื้นดินที่สอดคล้องกับหนึ่งพิกเซลของภาพ เช่น GSD 2 เซนติเมตร หมายถึงหนึ่งพิกเซลแทนระยะบนพื้นดินประมาณ 2 เซนติเมตรภายใต้เงื่อนไขการถ่ายภาพนั้น

ส่วน Accuracy (ความถูกต้อง) หมายถึงระดับความใกล้เคียงของผลการวัดกับค่าพิกัดอ้างอิงที่ยอมรับได้

ดังนั้น ภาพที่มี GSD ละเอียดไม่ได้หมายความว่าจะมีความถูกต้องเชิงตำแหน่งสูงเสมอไป เพราะความถูกต้องยังขึ้นอยู่กับรูปทรงเรขาคณิตของภาพ คุณภาพการประมวลผล และความถูกต้องของข้อมูลอ้างอิงด้วย

🎯 4. จะลดการส่งผ่านความคลาดเคลื่อนได้อย่างไร?

การควบคุมคุณภาพควรดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ ได้แก่

✅ วางแผนการบินและกำหนดการซ้อนทับของภาพให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่

✅ ควบคุมคุณภาพภาพถ่าย ลดปัญหาภาพเบลอและรายละเอียดที่ไม่เพียงพอ

✅ ตรวจสอบ Tie Points และผลการปรับแนวภาพ (Bundle Adjustment)

✅ ใช้ GCP ที่มีความถูกต้องเหมาะสมและกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่สำรวจ

✅ ใช้ Check Points ที่เป็นอิสระจากการปรับแบบจำลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์

✅ ประเมินค่าความคลาดเคลื่อน เช่น RMSE พร้อมพิจารณาระบบพิกัด วิธีสำรวจ และข้อกำหนดความถูกต้องของโครงการ

ทั้งนี้ การมี GCP จำนวนมากไม่ได้รับประกันความถูกต้องสูงเสมอไป หากจุดควบคุมมีคุณภาพต่ำ กระจุกตัวอยู่ในบริเวณเดียว หรือมีข้อผิดพลาดในระบบพิกัด

💡 สรุป

ความถูกต้องของแบบจำลองสามมิติจาก Photogrammetry ไม่ได้เกิดจากภาพถ่ายที่มีความละเอียดสูงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการควบคุมคุณภาพของข้อมูล รูปทรงเรขาคณิตของการถ่ายภาพ การประมวลผล และการตรวจสอบผลลัพธ์อย่างเหมาะสม

เพราะในงานสำรวจเชิงพื้นที่ ความละเอียดของข้อมูลบอกว่าเรามองเห็นรายละเอียดได้มากเพียงใด ส่วนความถูกต้องบอกว่าผลการวัดมีความน่าเชื่อถือเพียงใดเมื่อเทียบกับค่าอ้างอิง

การเข้าใจ Error Propagation จึงช่วยให้เราวางแผนงานสำรวจได้ดีขึ้น วิเคราะห์ข้อจำกัดของข้อมูลได้อย่างถูกต้อง และผลิตแบบจำลองสามมิติที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

☎️ โทร: 094-885-4080
🌐 เว็บไซต์ : https://uav-technologythailand.netlify.app/
📍 บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่)

#งานสำรวจและทำแผนที่ #เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

📍 ระยะบน Grid กับระยะบน Ground พิกัดถูกต้องทั้งคู่ แต่ทำไมระยะทางไม่เท่ากัน?ในงาน GIS และ Surveying หลายคนอาจเคยพบว่า ระ...
09/10/2026

📍 ระยะบน Grid กับระยะบน Ground พิกัดถูกต้องทั้งคู่ แต่ทำไมระยะทางไม่เท่ากัน?

ในงาน GIS และ Surveying หลายคนอาจเคยพบว่า ระยะทางที่คำนวณจากพิกัด UTM แตกต่างจากระยะทางที่วัดได้จากการสำรวจภาคสนาม ทั้งที่ข้อมูลพิกัดมีความถูกต้องตามระบบอ้างอิงที่กำหนด

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ 2 แนวคิดสำคัญ ได้แก่ Grid Distance และ Ground Distance ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ผู้ปฏิบัติงานด้าน GIS, GNSS และงานสำรวจควรทำความเข้าใจ

🔹 1. Grid Distance คืออะไร?

Grid Distance คือระยะทางที่คำนวณจากพิกัดบนระนาบแผนที่ เช่น พิกัด Easting และ Northing ในระบบ UTM โดยเป็นระยะบนกริดของระบบฉายแผนที่ ไม่ใช่ระยะบนพื้นผิวภูมิประเทศจริงโดยตรง

🔹 2. Ground Distance คืออะไร?

Ground Distance ในงานสำรวจ หมายถึงระยะทางแนวราบบนพื้นดิน ณ ระดับความสูงของพื้นที่ โดยต้องแยกให้ชัดเจนจาก Slope Distance หรือระยะลาดที่วัดตามแนวเอียง

🔎 3. ทำไมระยะทั้งสองจึงแตกต่างกัน?

สาเหตุหลักมี 2 ประการ

📌 Map Projection Scale Factor

เนื่องจากโลกมีพื้นผิวโค้ง แต่ระบบพิกัดฉายแผนที่ต้องแปลงตำแหน่งให้อยู่บนระนาบ จึงทำให้ระยะบนกริดเกิดการย่อหรือขยายตามคุณสมบัติของระบบฉายแผนที่และตำแหน่งที่สำรวจ

📌 Elevation Factor

ระดับความสูงของพื้นที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างระยะบนพื้นดินกับระยะบนรูปทรงรีอ้างอิง โดยทั่วไป พื้นที่ที่อยู่สูงขึ้นจะมีระยะบนพื้นผิว ณ ระดับนั้นยาวกว่าระยะที่สอดคล้องกันบนรูปทรงรีอ้างอิง

ดังนั้น แม้พิกัดจะถูกต้องทั้งคู่ แต่ระยะทางอาจไม่เท่ากัน เพราะเป็นระยะที่อ้างอิงพื้นผิวต่างกัน

📐 4. รู้จัก Combined Scale Factor (CSF)

ในการสำรวจสามารถใช้ Combined Scale Factor เพื่อรวมผลจาก Grid Scale Factor และ Elevation Factor เข้าด้วยกัน

CSF = Grid Scale Factor × Elevation Factor

ความสัมพันธ์โดยประมาณคือ

• Grid Distance ≈ Ground Distance × CSF

• Ground Distance ≈ Grid Distance ÷ CSF

ตัวอย่าง: หาก Ground Distance เท่ากับ 1,000 เมตร และ CSF เท่ากับ 0.999800 จะได้ Grid Distance ประมาณ 999.800 เมตร ซึ่งต่างกัน 0.200 เมตร หรือ 20 เซนติเมตร

หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติ เพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น

🛰️ 5. เรื่องนี้สำคัญกับงาน GIS อย่างไร?

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Grid และ Ground ช่วยให้เราสามารถ

✅ ตรวจสอบระยะทางจากข้อมูลพิกัดได้อย่างถูกต้อง
✅ เปรียบเทียบข้อมูล GNSS กับผลการสำรวจภาคสนามได้เหมาะสม
✅ ลดความคลาดเคลื่อนในการวางผังและงานวิศวกรรม
✅ เลือกวิธีคำนวณระยะทางให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
✅ สื่อสารข้อมูลระหว่างทีม Surveying, GIS และ Engineering ได้ตรงกัน

💡 สรุปให้จำง่าย

Grid = ระยะบนระนาบพิกัดฉายแผนที่

Ground = ระยะบนพื้นดิน ณ ระดับความสูงของพื้นที่

ทั้งสองระยะอาจถูกต้องได้พร้อมกัน แต่ต้องเข้าใจว่ากำลังเปรียบเทียบระยะจากพื้นผิวอ้างอิงใด และต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับลักษณะงาน

เพราะในงานสำรวจ ความถูกต้องไม่ได้มีเพียงการหาพิกัดให้แม่นยำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าใจความหมายของระยะทางที่นำไปใช้งานด้วย 🌐

☎️ โทร: 094-885-4080
🌐 เว็บไซต์ : https://uav-technologythailand.netlify.app/
📍 บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่)

#งานสำรวจรังวัด #งานสำรวจภูมิประเทศ #ภูมิสารสนเทศ #ระบบพิกัดอ้างอิง

🚨 มีโดรน…ไม่ได้แปลว่าบินได้!🌿 ก่อนนำ UAV เข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติและพื้นที่อนุรักษ์ ต้องรู้อะไรบ้าง?ปัจจุบัน UAV หรือโด...
07/10/2026

🚨 มีโดรน…ไม่ได้แปลว่าบินได้!
🌿 ก่อนนำ UAV เข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติและพื้นที่อนุรักษ์ ต้องรู้อะไรบ้าง?

ปัจจุบัน UAV หรือโดรน ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากในงานสำรวจและจัดทำแผนที่ ไม่ว่าจะเป็น Photogrammetry, LiDAR, Mapping, การสำรวจภูมิประเทศ หรือการติดตามทรัพยากรธรรมชาติ

แต่เมื่อภารกิจต้องเข้าไปปฏิบัติงานใน อุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่อง “โดรนขึ้นบินได้หรือไม่” แต่ต้องพิจารณาทั้ง กฎด้านการบิน และกฎของพื้นที่อนุรักษ์ ควบคู่กัน

🌿 ทำไมต้องขออนุญาต?

พื้นที่อนุรักษ์เป็นพื้นที่ที่มีทั้ง สัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน

การบินโดรนจึงอาจก่อให้เกิดเสียงรบกวน รบกวนสัตว์ป่า หรือสร้างความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้

ด้วยเหตุนี้ การนำอากาศยานไร้คนขับเข้าไปใช้งานในพื้นที่อนุรักษ์จึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการบินที่เกี่ยวข้องด้วย

🛩️ “ขึ้นทะเบียนโดรนแล้ว” บินในอุทยานได้เลยหรือไม่?

ไม่ใช่เสมอไป

สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ

1️⃣ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการบิน
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)

2️⃣ การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบพื้นที่
หากพื้นที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่อนุรักษ์ ต้องตรวจสอบและขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ของพื้นที่นั้น

ดังนั้น

“มีทะเบียนโดรน” ≠ “ได้รับอนุญาตให้บินในทุกพื้นที่”

โดยเฉพาะพื้นที่อนุรักษ์ ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของพื้นที่ก่อนปฏิบัติงานทุกครั้ง

🗺️ ก่อนบิน ต้องรู้ว่า “เรากำลังจะบินที่ไหน”

ก่อนนำ UAV เข้าพื้นที่ ควรตรวจสอบ

📍 พิกัดจุดขึ้น–ลง
📍 ขอบเขตพื้นที่สำรวจ
📍 ประเภทพื้นที่อนุรักษ์
📍 ข้อจำกัดด้านการบิน
📍 พื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว
📍 พื้นที่สำคัญของสัตว์ป่า
📍 สภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศ

สำหรับงานสำรวจ ควรจัดทำ แผนที่แสดงขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติงานและแนวเส้นทางบิน ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบพื้นที่และวางแผนได้อย่างเหมาะสม

📑 ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

หากต้องขออนุญาตปฏิบัติงาน ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน เช่น

🔹 วัตถุประสงค์ของการบิน
🔹 วันและเวลาปฏิบัติงาน
🔹 พิกัดและขอบเขตพื้นที่
🔹 แผนที่พื้นที่ปฏิบัติงาน
🔹 รายละเอียด UAV ที่ใช้
🔹 ข้อมูลผู้ควบคุมอากาศยาน
🔹 แผนการบิน
🔹 มาตรการด้านความปลอดภัย
🔹 แนวทางปฏิบัติกรณีฉุกเฉิน
🔹 มาตรการลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสัตว์ป่า

ยิ่งเป็นงานสำรวจขนาดใหญ่ ยิ่งควรระบุพื้นที่และวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน

🐘 สิ่งสำคัญที่สุด…อย่าลืม “สัตว์ป่า”

การบินในพื้นที่อนุรักษ์ไม่ได้มีเพียงเรื่องความปลอดภัยของคนและโดรน แต่ต้องคำนึงถึง ผลกระทบต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศ

❌ ไม่บินไล่ติดตามสัตว์
❌ ไม่บินเข้าใกล้แหล่งทำรังโดยไม่จำเป็น
❌ ไม่ทำให้สัตว์ตกใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรม
❌ ไม่บินนอกพื้นที่หรือเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต

หากพบว่าการบินกำลังสร้างผลกระทบต่อสัตว์ป่า ควร หยุดหรือปรับเปลี่ยนการปฏิบัติงานทันที

🛰️ สำหรับงานสำรวจด้วย UAV ต้องวางแผนอย่างไร?

งานสำรวจ เช่น Photogrammetry หรือ LiDAR ควรวางแผนตั้งแต่ก่อนเข้าสนาม

ตรวจสอบพื้นที่ → ขออนุญาต → วางแผน Flight Mission → ตรวจสอบความปลอดภัย → ปฏิบัติการบิน → ตรวจสอบคุณภาพข้อมูล

โดยต้องควบคุมให้พื้นที่ที่บินจริง สอดคล้องกับพื้นที่และเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต

ไม่ควรเพิ่มพื้นที่บิน เปลี่ยนจุดปฏิบัติงาน หรือขยายภารกิจเองโดยไม่ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

⚠️ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำ

❌ เห็นพื้นที่ในแอปแล้วคิดว่าบินได้ทันที
❌ คิดว่าขึ้นทะเบียนโดรนแล้วสามารถบินได้ทุกพื้นที่
❌ เข้าอุทยานแล้วค่อยดำเนินการโดยไม่เตรียมเอกสาร
❌ บินออกนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
❌ บินจนรบกวนสัตว์ป่าหรือนักท่องเที่ยว

✅ จำง่าย ๆ ก่อนนำ UAV เข้าพื้นที่อนุรักษ์

CHECK → PERMIT → PLAN → FLY → MONITOR

🔎 CHECK — ตรวจสอบพื้นที่และข้อกำหนด
📑 PERMIT — ขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
🗺️ PLAN — วางแผนพื้นที่และภารกิจ
🛩️ FLY — บินตามเงื่อนไขที่กำหนด
🌿 MONITOR — เฝ้าระวังความปลอดภัยและผลกระทบต่อธรรมชาติ

💡 เพราะ “งานสำรวจที่ดี” ไม่ได้วัดแค่ความละเอียดของข้อมูล

แต่ต้องได้ข้อมูลที่

ถูกต้อง 📍
ปลอดภัย 🛡️
ถูกกฎหมาย ⚖️
และไม่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติ 🌿

ก่อนเปิดใบพัด…อย่าลืมเปิดเช็กกฎและพื้นที่ก่อนเสมอ

☎️ โทร: 094-885-4080
🌐 เว็บไซต์ : https://uav-technologythailand.netlify.app/
📍 บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่)

#โดรน #อากาศยานไร้คนขับ #สำรวจด้วยโดรน #งานสำรวจ #อุทยานแห่งชาติ #พื้นที่อนุรักษ์ #อนุรักษ์ธรรมชาติ #สัตว์ป่า #ความปลอดภัยในการบิน

📍 Tie Point และ Ground Control Point คืออะไร?จุดเล็ก ๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อความถูกต้องของงานสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศในการท...
06/10/2026

📍 Tie Point และ Ground Control Point คืออะไร?
จุดเล็ก ๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อความถูกต้องของงานสำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศ

ในการทำ Photogrammetry หรือการสำรวจและสร้างแบบจำลองสามมิติจากภาพถ่าย เช่น ภาพจากโดรน การนำภาพหลายภาพมาประมวลผลให้กลายเป็น Orthomosaic, Point Cloud, DSM, DTM หรือ 3D Model จำเป็นต้องอาศัย “จุด” ที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์สามารถเชื่อมโยงภาพและกำหนดตำแหน่งของแบบจำลองได้อย่างเหมาะสม

จุดที่พบได้บ่อย ได้แก่

🔹 Tie Point (TP)
🔹 Ground Control Point (GCP)
🔹 Check Point (CP)

แม้ทั้งสามจะเกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาพถ่าย แต่ หน้าที่ไม่เหมือนกัน

🔵 1. Tie Point (TP) คืออะไร?

Tie Point คือ จุดลักษณะหรือรายละเอียดเดียวกันที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายตั้งแต่ 2 ภาพขึ้นไป และสามารถระบุหรือจับคู่ตำแหน่งเดียวกันระหว่างภาพได้

ตัวอย่างเช่น

🚁 โดรนบินถ่ายภาพพื้นที่เดียวกันหลายภาพ

ภาพที่ 1 เห็นมุมอาคาร
ภาพที่ 2 เห็นมุมอาคารเดียวกัน
ภาพที่ 3 ก็เห็นมุมอาคารเดียวกัน

ซอฟต์แวร์สามารถจับคู่จุดดังกล่าวเป็น Tie Point

จุดเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญในการ เชื่อมโยงภาพแต่ละภาพเข้าด้วยกัน และช่วยให้กระบวนการคำนวณทางโฟโตแกรมเมทรีสามารถประมาณความสัมพันธ์เชิงเรขาคณิตระหว่างภาพและสร้างโครงสร้างสามมิติของพื้นที่ได้

Tie Point มาจากไหน?

ในซอฟต์แวร์สมัยใหม่ Tie Point ส่วนใหญ่สามารถถูกตรวจหาแบบอัตโนมัติจากลักษณะเด่นของภาพ เช่น

- ขอบอาคาร
- รอยต่อถนน
- ก้อนหิน
- พื้นผิวดิน
- ลวดลายพื้น
- วัตถุที่มี Texture ชัดเจน

ใน PIX4D เรียกจุดที่ซอฟต์แวร์ตรวจหาอัตโนมัติว่า Automatic Tie Points (ATPs) ส่วนจุดที่ผู้ใช้งานกำหนดเองเรียกว่า Manual Tie Points (MTPs)

หัวใจสำคัญของ Tie Point คือ “การเชื่อมโยงระหว่างภาพ” ไม่ใช่การกำหนดพิกัดภาคพื้นดิน

🟢 2. Ground Control Point (GCP) คืออะไร?

Ground Control Point (GCP) หรือ จุดควบคุมภาคพื้นดิน คือ จุดบนพื้นดินที่ทราบค่าพิกัดอย่างถูกต้องจากการสำรวจภาคสนาม และนำค่าพิกัดดังกล่าวไปใช้ในการกำหนดตำแหน่งและการอ้างอิงเชิงพื้นที่ของแบบจำลองที่สร้างจากภาพถ่าย

โดยทั่วไป GCP สามารถสำรวจพิกัดด้วยเครื่องมือ เช่น

📡 GNSS RTK / PPK
📐 Total Station
หรือวิธีสำรวจที่ให้ความถูกต้องเหมาะสมกับข้อกำหนดของโครงการ

จากนั้นนำค่าพิกัดของ GCP ไปกำหนดให้กับจุดเป้าหมายที่สามารถมองเห็นได้ในภาพถ่าย

🎯 GCP มีหน้าที่อะไร?

GCP ช่วยให้แบบจำลองจากภาพถ่ายสามารถถูก Georeference หรือเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบพิกัดจริงได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

กล่าวง่าย ๆ คือ

Tie Point ช่วยให้ “ภาพรู้จักกันเอง”
GCP ช่วยให้ “แบบจำลองรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนบนโลก”

GCP จึงมีความสำคัญต่อ Absolute Accuracy หรือความถูกต้องเชิงตำแหน่งเมื่อเทียบกับระบบพิกัดอ้างอิงภายนอก ขณะที่ Tie Point มีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงและความสอดคล้องสัมพัทธ์ของภาพภายในโครงการ

🛰️ ตัวอย่างให้เห็นภาพ

- สมมติว่า UAV บินสำรวจพื้นที่ 100 ไร่
- ถ่ายภาพออกมา 500 ภาพ

✅ ขั้นตอนที่ 1 — Tie Points
ซอฟต์แวร์ตรวจพบว่า
“จุดนี้ในภาพที่ 1 ตรงกับจุดนี้ในภาพที่ 2 และ 3 และ 4”
จึงสร้าง Tie Points จำนวนมากเพื่อเชื่อมโยงภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน
เกิดเป็นโครงข่ายของภาพ หรือ Photogrammetric Network

✅ ขั้นตอนที่ 2 — Ground Control Points
ก่อนหรือระหว่างการสำรวจ ผู้สำรวจวางเป้าหมาย GCP ในพื้นที่ เช่น
GCP01 → E 600000.123 / N 1500000.456 / Z 12.345
GCP02 → E 600500.321 / N 1500200.654 / Z 15.231
จากนั้นระบุตำแหน่ง GCP เหล่านี้ในภาพถ่าย
ซอฟต์แวร์จึงสามารถนำข้อมูลจาก
ภาพถ่าย + Tie Points + GCP + Camera Parameters
มาคำนวณปรับแก้แบบจำลองด้วยกระบวนการทางโฟโตแกรมเมทรี เช่น Bundle Adjustment

📐 ทำไมต้องกระจาย GCP ให้เหมาะสม?

การมี GCP จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าแบบจำลองจะถูกต้องขึ้นเสมอไป

สิ่งสำคัญคือ
จำนวน + ความถูกต้อง + ตำแหน่ง + การกระจายตัว + รูปทรงเรขาคณิตของโครงข่าย

GCP ควรกระจายครอบคลุมพื้นที่โครงการ ไม่ควรกระจุกอยู่เพียงบริเวณเดียว หรือวางเรียงเป็นแนวเส้นตรงเพียงอย่างเดียว เพราะรูปแบบการกระจายของจุดมีผลต่อความแข็งแรงของโครงข่ายและคุณภาพของผลลัพธ์

แนวทางของซอฟต์แวร์ก็ไม่ได้กำหนดจำนวน GCP แบบตายตัวสำหรับทุกโครงการ เช่น PIX4D ระบุว่าในเชิงซอฟต์แวร์สามารถใช้ GCP อย่างน้อย 3 จุดเพื่อช่วยกำหนด scale, rotation และ location แต่แนะนำให้พิจารณาประมาณ 5–10 จุด ที่กระจายทั่วพื้นที่สำหรับโครงการทั่วไป ทั้งนี้จำนวนที่เหมาะสมจริงต้องขึ้นกับขนาด รูปทรง ความซับซ้อน และข้อกำหนดด้านความถูกต้องของโครงการ

⚠️ GCP ไม่ใช่ Check Point

อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดเจนคือ

GCP ≠ Check Point (CP)

GCP ใช้ในกระบวนการประมวลผลเพื่อช่วยควบคุมและอ้างอิงตำแหน่งของแบบจำลอง

ส่วน

Check Point / Checkpoint

ใช้สำหรับ ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์อย่างเป็นอิสระ และโดยหลักการไม่ควรนำไปใช้เป็นจุดควบคุมในการปรับแบบจำลอง

กล่าวง่าย ๆ

GCP = ใช้ช่วยสร้าง/ปรับแบบจำลอง
CP = ใช้ตรวจว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้น “แม่นแค่ไหน”

PIX4D ระบุบทบาทของ Checkpoint ว่าใช้เพื่อประเมิน Absolute Accuracy และไม่ใช้สำหรับ Georeferencing โครงการ

แนวทางของ ASPRS ก็ให้ความสำคัญกับการใช้ Checkpoints จากแหล่งข้อมูลที่มีความถูกต้องสูงกว่า เพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ผลิตขึ้น

🧠 จำง่าย ๆ ใน 3 คำ
Tie Point = เชื่อมภาพ
GCP = ควบคุมพิกัด
Check Point = ตรวจสอบความถูกต้อง

หรือถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพง่าย ๆ

📸 Tie Point
→ “ภาพนี้กับภาพนั้นคือบริเวณเดียวกัน”

📍 GCP
→ “บริเวณนี้อยู่ที่พิกัดจริงตรงนี้”

🎯 Check Point
→ “เมื่อสร้างแบบจำลองแล้ว ตำแหน่งที่ได้ตรงกับค่าจริงแค่ไหน”

📊 แล้ว GCP ทำให้ความแม่นยำ 100% หรือไม่?

ไม่ใช่

การมี GCP ไม่ได้หมายความว่าแบบจำลองจะถูกต้องโดยอัตโนมัติ เพราะความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ Photogrammetry ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

คุณภาพและความละเอียดของภาพ
- GSD
- Image overlap
- Camera calibration
- คุณภาพของ GNSS/INS
- จำนวนและการกระจายตัวของ Tie Points
- จำนวนและการกระจายตัวของ GCP
- ความถูกต้องของค่าพิกัด GCP
- ลักษณะภูมิประเทศ
- Geometry ของภาพถ่าย
- กระบวนการ Bundle Adjustment
- วิธีและเกณฑ์การตรวจสอบ Accuracy

ASPRS ระบุว่าความถูกต้องของการทำ Aerial Triangulation และการกำหนดทิศทางของเซนเซอร์มีบทบาทสำคัญต่อความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ที่ได้ และ Ground Control เองก็ควรมีความถูกต้องสูงกว่าความถูกต้องที่ต้องการของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

🌐 สรุปสำหรับงาน Drone Survey

ในงานสำรวจด้วย UAV สามารถมองกระบวนการแบบง่าย ๆ ได้ว่า

UAV Capture
⬇️
📸 ภาพถ่ายทางอากาศ
⬇️
🔗 Tie Points
→ เชื่อมโยงภาพและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาพ
⬇️
📍 GCP
→ ควบคุมและอ้างอิงตำแหน่งเข้าสู่ระบบพิกัด
⬇️
⚙️ Bundle Adjustment / Photogrammetric Processing
⬇️
☁️ Point Cloud
⬇️
🗺️ Orthomosaic / DSM / DTM / 3D Model
⬇️
🎯 Check Points
→ ตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์

ดังนั้น Tie Point และ GCP ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ควรใช้คำแทนกัน เพราะมีบทบาทคนละส่วนในกระบวนการ Photogrammetry

“Tie Point ทำหน้าที่เชื่อมภาพ — GCP ทำหน้าที่เชื่อมแบบจำลองกับโลกจริง — Check Point ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการ Photogrammetry และแนวทางด้านความถูกต้องของข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ใช้ในวงการสำรวจและทำแผนที่

แหล่งอ้างอิงหลัก
- ASPRS — Positional Accuracy Standards for Digital Geospatial Data, Edition 2, Version 2 (2024) ซึ่งมีแนวทางสำหรับ Photogrammetry, UAS, Field Surveying และ Checkpoints
- PIX4D — Tie points in photogrammetry project อธิบายความแตกต่างระหว่าง GCP, ATP, MTP และ Checkpoint
- PIX4Dmatic — Tie points, GCPs and Checkpoints
- ASPRS — Photogrammetric Image Acquisition with Small Unmanned Aerial Systems

☎️ โทร: 094-885-4080
🌐 เว็บไซต์ : https://uav-technologythailand.netlify.app/
📍 บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่)



#นักสำรวจ #งานสำรวจ #สำรวจรังวัด #สำรวจภูมิประเทศ
#งานภูมิสารสนเทศ #แผนที่ #ทำแผนที่ #ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์


❤️ UAV Technology Thailand ร่วมส่งต่อกำลังใจและความห่วงใย เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฝ่าวิกฤตไปด้วยกันบริษัท ยูเอวี เทค...
05/10/2026

❤️ UAV Technology Thailand ร่วมส่งต่อกำลังใจและความห่วงใย เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ขอร่วมส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาญจนบุรี ตลอดจนประชาชนในทุกพื้นที่และทุกจังหวัดที่กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้

ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากภัยพิบัติน้ำท่วม บริษัทฯ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน และเติมเต็มกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยได้ร่วมส่งมอบ อาหาร น้ำดื่ม ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิส) เสื้อผ้า และสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพ พร้อมทั้งลงพื้นที่สำรวจบริเวณที่ได้รับผลกระทบ รับฟังสถานการณ์ความเป็นอยู่ และพูดคุยให้กำลังใจแก่พี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด

บริษัทฯ ตระหนักดีว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและการดำเนินชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงในการดำรงชีพและสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย การหยิบยื่นความช่วยเหลือและการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกภาคส่วน จึงเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และสนับสนุนให้ชุมชนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปได้

เพราะในวันที่สายน้ำสร้างความเสียหาย น้ำใจจากคนไทยด้วยกันจะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

UAV Technology Thailand ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกท่าน ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัย ขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว และขอให้ทุกพื้นที่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

ในโอกาสนี้ บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ขอขอบพระคุณผู้สนับสนุนทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยและความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในครั้งนี้ ได้แก่

• หลักสูตร NET ZERO ธนาคารกสิกรไทย
• ดร.พจมาลย์ สงวนศักดิ์
• DOG COUNTRY CAFE'
• กัญญาภัทรหมูสด

ขอขอบพระคุณในน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อ และการสนับสนุนที่มีคุณค่า ซึ่งทำให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ทุกการแบ่งปันล้วนมีความหมาย และเป็นพลังแห่งความสามัคคีที่ช่วยหล่อเลี้ยงความหวังของผู้ประสบภัยให้ยังคงก้าวเดินต่อไป

UAV Technology Thailand ขออยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนทุกท่าน เพราะเราจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญวิกฤตนี้เพียงลำพัง

🤝 ร่วมส่งต่อความห่วงใย เติมพลังน้ำใจ และก้าวผ่านวิกฤตอุทกภัยไปด้วยกัน

#ยูเอวีเทคโนโลยีประเทศไทย #เราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกัน #น้ำใจไทยไม่ทิ้งกัน #ส่งกำลังใจผู้ประสบภัย #ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม #กาญจนบุรี #อุทกภัย #จิตอาสาเพื่อสังคม #น้ำท่วมปี69

💙 “ถึงน้ำจะท่วมพื้นที่…แต่ไม่อาจท่วมความห่วงใยและน้ำใจที่เรามีให้กัน”จากสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมในปี 2569 ส่งผลให้พี่น้...
02/10/2026

💙 “ถึงน้ำจะท่วมพื้นที่…แต่ไม่อาจท่วมความห่วงใยและน้ำใจที่เรามีให้กัน”

จากสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมในปี 2569 ส่งผลให้พี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่และหลายจังหวัดได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก

บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ตระหนักถึงความเดือดร้อนและความยากลำบากของพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งมีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ขอร่วมส่งต่อ กำลังใจ ความห่วงใย และความปรารถนาดี ไปยังพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ขอให้ทุกท่านเข้มแข็ง ปลอดภัย และสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว

และในวันนี้ ทีมงานบริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับเพจอีจัน ได้ร่วมส่งต่อความห่วงใยไปยัง พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี ด้วยการมอบ ข้าวกล่อง จำนวน 500 กล่อง และน้ำดื่ม จำนวน 1,200 ขวด เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

“ขอขอบพระคุณทุกแรงสนับสนุนและความร่วมมือ ที่ร่วมส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจสู่ผู้ประสบภัยจังหวัดปราจีนบุรี” ❤️
CR. หลักสูตรNET ZERO ธ.กสิกรไทย
CR. DOG COUNTRY CAFE'
CR. อีจัน

เราอาจไม่สามารถหยุดสายน้ำได้ แต่เราสามารถส่งต่อกำลังใจให้กันได้
ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบภัยทุกพื้นที่
ขอให้ทุกท่านปลอดภัย เข้มแข็ง และผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันโดยเร็วที่สุด 🤍💙 🇹🇭💙

#น้ำท่วม2569 #น้ำท่วมปราจีนบุรี #ส่งต่อกำลังใจ #ส่งต่อความห่วงใย #ช่วยเหลือผู้ประสบภัย #น้ำใจคนไทย #ไม่ทิ้งกัน #เราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกัน #ยูเอวีเทคโนโลยีประเทศไทย
#ยูเอวีเทคโนโลยีประเทศไทย #ส่งต่อกำลังใจ #ช่วยเหลือผู้ประสบภัย #น้ำท่วม2569 #น้ำท่วมปราจีนบุรี #ปราจีนบุรี #ร่วมด้วยช่วยกัน #น้ำใจคนไทย #เราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกัน #อีจัน

💙 ขอส่งกำลังใจถึงพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมบริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด🙏🏻ขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปย...
30/09/2026

💙 ขอส่งกำลังใจถึงพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม
บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

🙏🏻ขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนทุกท่านที่กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ อุทกภัยและน้ำท่วมในครั้งนี้ เราตระหนักดีว่าในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วม หลายครอบครัวต้องพบกับความยากลำบาก ทั้งการดำเนินชีวิต การเดินทาง ที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิน

🙏🏻ขอให้ทุกท่าน ปลอดภัย เข้มแข็ง และผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้โดยเร็ว

✌🏻ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และทุกภาคส่วนที่กำลังปฏิบัติงานช่วยเหลือและดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

💪ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพ ระมัดระวังการเดินทาง และติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

🤍 UAV Technology Thailand ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทุกพื้นที่
ขอให้สถานการณ์คลี่คลาย และทุกครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยโดยเร็ว

#ยูเอวีเทคโนโลยีประเทศไทย #ส่งกำลังใจ #น้ำท่วม #อุทกภัย #ผู้ประสบภัยน้ำท่วม #ช่วยเหลือผู้ประสบภัย #คนไทยไม่ทิ้งกัน #ขอให้ทุกคนปลอดภัย

🌧️ ฝนตกแค่ไหนจึงควรหยุดบินโดรน?นักบินประเมินความหนักของฝนด้วยตัวเองได้อย่างไร เมื่อไม่มีเครื่องวัด Rain Gauge?ในการปฏิบั...
29/09/2026

🌧️ ฝนตกแค่ไหนจึงควรหยุดบินโดรน?
นักบินประเมินความหนักของฝนด้วยตัวเองได้อย่างไร เมื่อไม่มีเครื่องวัด Rain Gauge?

ในการปฏิบัติงานสำรวจด้วยโดรน สภาพอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องประเมินก่อนและระหว่างการบิน เพราะ ฝนไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อระบบอากาศยาน เซนเซอร์ การควบคุม และคุณภาพข้อมูลสำรวจ

คำถามที่พบบ่อยคือ
“ถ้าฝนตก ต้องตกหนักแค่ไหนจึงควรหยุดบิน?”

คำตอบคือ ไม่มีค่า Rain Rate เพียงค่าเดียวที่สามารถใช้ตัดสินว่าโดรนทุกประเภทบินได้หรือไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นักบินสามารถประเมิน “ความหนักของฝน” เบื้องต้นจากสิ่งที่สังเกตได้ ณ จุดปฏิบัติงาน แล้วนำไปประกอบกับข้อมูลสภาพอากาศและข้อจำกัดของอากาศยาน

🌦️ 1. ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า Rain Rate คืออะไร

Rain Rate หรือ Precipitation Rate คืออัตราการตกของหยาดน้ำฟ้าที่พื้น โดยทั่วไปแสดงเป็น มิลลิเมตรต่อชั่วโมง (mm/hr)

ตัวอย่างเช่น
⭐10 mm/hr หมายถึง หากอัตราการตกดังกล่าวคงที่ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง จะมีปริมาณน้ำฝนสะสมประมาณ 10 มิลลิเมตร

อย่างไรก็ตาม Rain Rate เป็นค่าที่ต้องใช้เครื่องมือหรือข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในการวัดอย่างเหมาะสม ดังนั้นการมองด้วยตาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถบอกค่า mm/hr ได้อย่างแม่นยำ

สิ่งที่นักบินทำได้คือ ประเมินระดับความเข้มของฝน (Rain Intensity) แบบเบื้องต้น

🟢 LIGHT RAIN | ฝนเบา

ลักษณะที่สังเกตได้:

• เม็ดฝนบางส่วนสามารถมองเห็นเป็นหยดได้
• พื้นผิวเริ่มเปียก แต่ยังไม่มีน้ำกระเด็นอย่างชัดเจน
• ทัศนวิสัยโดยทั่วไปยังไม่ลดลงมาก
• สามารถรักษา Visual Line of Sight (VLOS) ได้ หากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

ตามเกณฑ์การสังเกตฝนของ FAA
Light Rain = ไม่เกิน 0.10 inch/hr ≈ 2.54 mm/hr

🟢 สิ่งที่นักบินควรทำ

สามารถพิจารณาปฏิบัติการต่อได้ เฉพาะเมื่อโดรนและ Payload ได้รับอนุญาตให้ทำงานภายใต้สภาพดังกล่าวตามคู่มือผู้ผลิต และยังสามารถรักษา VLOS รวมถึงควบคุมอากาศยานได้อย่างปลอดภัย

⚠️ “ฝนเบา” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัยสำหรับโดรนทุกชนิด”

🟡 MODERATE RAIN | ฝนปานกลาง

ลักษณะที่สังเกตได้:

• เริ่มมองเห็นเม็ดฝนแต่ละหยดได้ยากขึ้น
• น้ำเริ่มกระเด็นเหนือพื้นผิวแข็งอย่างเห็นได้ชัด
• ฝนเริ่มส่งผลต่อทัศนวิสัย
• ภาพจากกล้องหรือระบบมองเห็นอาจได้รับผลกระทบ

ตามเกณฑ์ FAA:

Moderate Rain = 0.11–0.30 inch/hr

หรือประมาณ

2.79–7.62 mm/hr

🟡 สิ่งที่นักบินควรทำ

ควรพิจารณาลดหรือยุติภารกิจและนำอากาศยานกลับลงจอด หากฝนเริ่มส่งผลต่อ

• VLOS
• ความสามารถในการควบคุม
• ระบบเซนเซอร์
• คุณภาพข้อมูล
• ความเสถียรของการบิน
• หรือเกินข้อกำหนดของผู้ผลิต

หลักสำคัญคือ อย่ารอให้ฝนหนักจนควบคุมสถานการณ์ได้ยาก

🔴 HEAVY RAIN | ฝนหนัก

ลักษณะที่สังเกตได้:

• ฝนมีลักษณะคล้าย “ม่านน้ำ”
• แยกเม็ดฝนแต่ละหยดได้ยากมาก
• มีน้ำกระเด็นจากพื้นผิวแข็งอย่างรุนแรง
• ทัศนวิสัยลดลงอย่างเห็นได้ชัด
• อาจเกิดลมกระโชกหรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงร่วมด้วย

ตามเกณฑ์ FAA:

Heavy Rain = มากกว่า 0.30 inch/hr

หรือ

มากกว่า 7.62 mm/hr

🔴 สิ่งที่นักบินควรทำ

NO-GO / LAND

หากฝนมีความรุนแรงจนกระทบต่อการมองเห็น การควบคุมอากาศยาน หรือเกินข้อจำกัดของตัวอากาศยานและ Payload ควรยุติการบินและนำโดรนกลับลงจอด

⛈️ แล้วถ้ามีฟ้าร้องหรือฟ้าแลบ?

กรณีนี้ต้องให้ความสำคัญมากกว่า “ปริมาณฝน”

หากบริเวณปฏิบัติงานมี

⚡ ฟ้าแลบ
🌩️ ฟ้าร้อง
💨 ลมกระโชกแรง
🌧️ ฝนเพิ่มความรุนแรงอย่างรวดเร็ว
☁️ กลุ่มเมฆฝนฟ้าคะนอง/CB อยู่ใกล้พื้นที่
👁️ ทัศนวิสัยลดลงอย่างรวดเร็ว

ควรพิจารณา ยุติการบินและนำอากาศยานกลับลงจอด

เพราะสภาพอากาศแบบ Convective Weather สามารถทำให้เกิดลมกระโชกและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อการควบคุมอากาศยาน

📌 สำคัญมาก: Rain Rate ไม่ใช่ “กฎหยุดบิน”

จุดนี้เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

เกณฑ์

2.54 mm/hr / 7.62 mm/hr

เป็นเกณฑ์ที่ใช้จำแนก ความเข้มของฝนในการสังเกตอากาศตามแนวทางของ FAA

ไม่ใช่ข้อกำหนดทั่วไปที่ระบุว่า

“ฝนเกิน 7.62 mm/hr = โดรนทุกชนิดต้องหยุดบิน”

ดังนั้นไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการอนุญาตหรือห้ามบิน

👁️ ถ้าไม่มี Rain Gauge นักบินควรประเมินอย่างไร?

สามารถใช้หลัก “ดูฝน + ดูพื้น + ดูทัศนวิสัย + ดูอากาศรอบตัว”

1️⃣ ดูเม็ดฝน ถามตัวเองว่า “ยังเห็นเม็ดฝนแต่ละหยดหรือไม่?”

- ถ้ายังเห็นเป็นหยด → มีแนวโน้มเป็นฝนเบา
- ถ้าเริ่มเห็นเป็นม่านน้ำ → ฝนมีความรุนแรงมากขึ้น

2️⃣ ดูการกระเด็นของน้ำ สังเกตพื้นคอนกรีต ถนน หลังคา หรือพื้นแข็ง

- แทบไม่มีน้ำกระเด็น → ฝนเบา
- เริ่มมี Spray เหนือพื้น → ฝนปานกลาง
- มี Spray รุนแรงและต่อเนื่อง → ฝนหนัก

นี่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินความเข้มของฝนตามแนวทางการสังเกตของ FAA

3️⃣ ดูทัศนวิสัยและ VLOS นี่เป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับงาน Drone Survey
แม้ฝนจะไม่หนักมาก แต่ถ้านักบินเริ่ม

❌ มองตำแหน่งโดรนได้ยาก
❌ แยกทิศทางหรือท่าทางของโดรนได้ยาก
❌ ไม่สามารถรักษา VLOS ได้
❌ มองพื้นที่ปฏิบัติงานได้ไม่ชัดเจน

ก็ควรพิจารณายุติภารกิจ เพราะ ความสามารถในการควบคุมอากาศยาน

สำคัญกว่าตัวเลข Rain Rate
🌬️ อย่าดู “ฝน” อย่างเดียว ก่อนตัดสินใจบิน ควรประเมินอย่างน้อย 5 ปัจจัย
🌧️ PRECIPITATION ฝนตกหนักแค่ไหน?
👁️ VISIBILITY / VLOS ยังมองเห็นอากาศยานและพื้นที่ทำงานได้ชัดเจนหรือไม่?
💨 WIND / GUST ความเร็วลมและลมกระโชกอยู่ภายในข้อจำกัดของอากาศยานหรือไม่?
⛈️ THUNDERSTORM / CB มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ หรือกลุ่มเมฆฝนฟ้าคะนองใกล้พื้นที่หรือไม่?
🚁 UAS LIMITATIONS ตัวโดรน แบตเตอรี่ กล้อง และ Payload รองรับสภาพอากาศดังกล่าวหรือไม่?

🚁 ตัวอย่างจาก DJI Matrice 400

สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ใช้ DJI Matrice 400 ผู้ผลิตระบุว่าอากาศยานมีระดับการป้องกัน IP55 และระบุว่าไม่ควรบินในฝนที่หนักกว่า 100 mm/24 hr โดยระดับ IP อาจลดลงตามการสึกหรอของผลิตภัณฑ์

จุดนี้แสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดของโดรนแต่ละรุ่นไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

ดังนั้นนักบินต้องตรวจสอบ คู่มือและข้อกำหนดของรุ่นที่ใช้งานจริง ก่อนทุกเที่ยวบิน

และต้องพิจารณา Payload ที่ติดตั้งด้วย เพราะอุปกรณ์แต่ละชนิดอาจมีระดับการป้องกันน้ำแตกต่างกัน

🧠 หลักคิดสำหรับนักบินภาคสนาม แทนที่จะถามเพียงว่า
“ฝนตกกี่ mm/hr แล้วบินได้ไหม?”

ควรถามว่า

“สภาพอากาศตอนนี้ยังอยู่ภายในขีดความสามารถของอากาศยาน นักบิน และภารกิจหรือไม่?”

เพราะฝน 3 mm/hr ในพื้นที่หนึ่งอาจยังสามารถรักษา VLOS ได้ แต่ถ้ามีลมกระโชกแรงหรือทัศนวิสัยลดลงมาก ก็อาจไม่เหมาะสมกับการบิน

ในทางกลับกัน ฝนอาจมีค่า Rain Rate ไม่สูงมาก แต่หากละอองน้ำเกาะเลนส์ กล้องมองไม่ชัด หรือไม่สามารถรักษา VLOS ได้ ภารกิจก็ควรหยุดเช่นกัน

📋 CHECKLIST ก่อนบินเมื่อเริ่มมีฝน

STOP → LOOK → CHECK → DECIDE

🛑 STOP หยุดก่อน อย่ารีบฝืนบินต่อ

👁️ LOOK สังเกตเม็ดฝน การกระเด็นของน้ำ และทัศนวิสัย

📱 CHECK ตรวจสอบพยากรณ์อากาศ เรดาร์ฝน ลม และประกาศที่เกี่ยวข้อง

🚁 CHECK UAS ตรวจสอบข้อจำกัดจากคู่มือผู้ผลิต รวมถึงตัว Aircraft และ Payload

✅ DECIDE หากยังปลอดภัยและอยู่ในข้อจำกัด → ประเมินทำงานต่อ

หากสภาพอากาศเริ่มเกินขีดความสามารถ → LAND

📌 สรุป

Rain Rate เป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การประเมินฝนด้วยสายตาสามารถช่วยให้นักบินรู้ว่า “ฝนกำลังเบาลงหรือรุนแรงขึ้น” แต่ไม่สามารถใช้แทนเครื่องวัดปริมาณฝนได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติงานจริงคือ

Rain + Visibility + VLOS + Wind/Gust + Thunderstorm + UAS Limitations

เพราะนักบินที่ดีไม่ได้รอให้สถานการณ์ “อันตราย” ก่อนจึงลงจอด

แต่ต้องรู้จัก มองสัญญาณเตือน ประเมินความเสี่ยง และยุติภารกิจก่อนที่สภาพอากาศจะเกินขีดความสามารถของอากาศยาน

☎️ โทร: 094-885-4080
🌐 เว็บไซต์ : https://uav-technologythailand.netlify.app/
📍 บริษัท ยูเอวี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่)

#โดรนสำรวจ #สำรวจด้วยโดรน #นักบินโดรน #งานสำรวจ #งานสำรวจภูมิประเทศ #สภาพอากาศ #ฝนตก #ฝนตกหนัก #ความปลอดภัยในการบิน #บินโดรนอย่างปลอดภัย #ภูมิสารสนเทศ

ที่อยู่

10/1 (ศูนย์การค้าตั้งเซียฮวด) ถ. ทวารวดี ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
Nakhon Pathom
73000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ UAV Technology Thailand โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์